การจัดการหนี้ก่อนยื่นกู้บ้าน เป็นหนึ่งในขั้นตอนที่สำคัญของการเป็นเจ้าของบ้าน ซึ่งการจัดการหนี้อย่างมีประสิทธิภาพไม่เพียงแต่ช่วยให้ได้รับอนุมัติสินเชื่อ (ได้รับเงื่อนไขที่ดีขึ้นในบางกรณี) แต่ยังช่วยให้มีความมั่นใจในการทำธุรกรรมทางการเงิน ไม่ต้องคอยกังวลว่าจะได้รับการอนุมัติสินเชื่อหรือไม่ จะยังสามารถกิน เที่ยว ช้อปได้อยู่หรือไม่
เพราะบ้านคือ ความสบายใจที่ใหญ่ที่สุด เราจึงได้รวบรวม 5 เทคนิคการจัดการหนี้ก่อนยื่นกู้บ้านที่ใช้ได้ง่ายและใช้ได้จริง! เพื่อให้คนอยากมีบ้านได้มีบ้านอย่างที่ตั้งใจ และสามารถกิน เที่ยว ช้อป ใช้ชีวิตกับบ้านหลังใหม่ได้อย่างสบายใจ
เทคนิคที่ 1: เข้าใจสถานะเครดิตของตัวเอง
รู้ว่าเป็นหนี้เท่าไร (ยอดหนี้สุทธิปลายทาง)
ก่อนอื่นต้องเริ่มต้นที่ “รู้ว่ามีหนี้สุทธิอยู่เท่าไหร่” ซึ่งก็เหมือนการตรวจสุขภาพประจำปีทางการเงิน
ซึ่งภาพรวมนี้จะทำให้รู้ได้ว่า เรามีภาระการผ่อนชำระรวมต่อเดือนเท่าไหร่ และหนี้ก้อนไหนจะหมดลงเมื่อไหร่ อีกทั้งยังช่วยให้เรารู้ได้ว่าหนี้ก้อนไหนมีปัญหามากที่สุด อัตราดอกเบี้ยใดที่สูงที่สุด แลมีเวลากี่เดือนในการจัดการให้เรียบร้อยก่อนที่จะยื่นกู้บ้าน การวิเคราะห์นี้จะเป็นพื้นฐานสำหรับการตัดสินใจทั้งหมดในอนาคต
ตรวจสอบอัตราส่วนหนี้ต่อรายได้ (DTI)
DTI หรือ Debt-to-Income Ratio อัตราส่วนทางการเงินที่เป็นตัวชี้วัดที่ผู้ให้กู้ใช้ในการประเมินความสามารถในการชำระเงินกู้ วิธีคำนวณนั้นง่ายมาก นำจำนวนเงินที่ต้องจ่ายต่อเดือนสำหรับหนี้ทั้งหมด แล้วหารด้วยรายได้ของต่อเดือน (ก่อนหักภาษี) คูณด้วย 100 เพื่อให้ได้เป็นเปอร์เซ็นต์
ตัวอย่างเช่น:
หากมีหนี้ที่ต้องจ่ายเดือนละ 5,000 บาท และรายได้ต่อเดือนๆละ 50,000 บาท DTI จะเป็น 10% ซึ่งธนาคารส่วนใหญ่มักต้องการให้ DTI ขอต่ำกว่า 36% แม้ว่าบางแห่งอาจยอมรับให้สูงถึง 43% (ตัวเลขดังกล่าวเป็นเพียงค่าประมาณการจากกรณีทั่วไปอย่างง่าย) จะเห็นได้ว่าการรู้ DTI เป้นอีกหนึ่งจุดที่ช่วยให้ปรับปรุงหนี้ได้อย่างดี โดยหาก DTI สูงเกินไป ให้ใช้เรื่องนี้เป็นสัญญาณเตือนว่าต้องลดหนี้ก่อนที่จะยื่นขอสินเชื่อใดใด
เทคนิคที่ 2: กลยุทธ์การจัดการเครดิต
Avalanche กลยุทธ์การชำระเงินหนี้ด้วยการตัดทอนหนี้ที่มีดอกเบี้ยสูง
หนึ่งในวิธีที่ได้รับความนิยมมากที่สุด เรียกว่า Debt Avalanche Method วิธีนี้เน้นการจ่ายหนี้ที่มีอัตราดอกเบี้ยสูงสุดก่อน ขณะที่ยังคงจ่ายจำนวนขั้นต่ำสำหรับหนี้อื่น
ทำไมวิธีนี้ถึงได้ผล? ลองคิดดู หากมีบัตรเครดิตที่มีดอกเบี้ย 18% และเงินกู้ส่วนตัวที่มีดอกเบี้ย 6% แต่ละเดือนที่ไม่จ่ายบัตรเครดิตนั้น จำนวนหนี้จะเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วจาก 18% ที่เป็นตัวคูณนั่นเอง หากจะอยากประหยัดดอกเบี้ยให้ได้มากที่สุดในระยะยาว ก็ควรรีบจัดการหนี้ก้อนนี้ซะ (รายได้จากดอกเบี้ยที่ลดลงก็ว่าได้)
Snowball กลยุทธ์การชำระเงินหนี้ที่ทำให้รู้สึกชัยชนะเร็วขึ้น
วิธีนี้เรียกว่า Debt Snowball Method ซึ่งเป็นการเน้นการจ่ายหนี้ที่มีจำนวนเงินคงเหลือน้อยที่สุดก่อน โดยไม่คำนึงถึงอัตราดอกเบี้ย
วิธีนี้เป้นการชำระหนี้เชิงจิตวิทยารูปแบบหนึ่ง ซึ่งได้ผลเป้นอย่างดี เพราะเมื่อหนี้หลายรายการค่อย ๆ หมดไป ก็จะรู้สึกว่ามีชัยชนะและมีแรงบันดาลใจให้ดำเนินการต่อ ตัวอย่างเช่น หากมีหนี้สามรายการ 1,000 บาท, 5,000 บาท, และ 25,000 บาท ให้เริ่มจากการจ่าย 1,000 บาทก่อน ซึ่งจะทำให้หนี้ของเรานั้นเหลือ 2 ก้อน จาก 3 ก้อน ทันที! (ความรู้สึกโล่งที่เข้ามานั้น จะคอยเป็นกำลังใจอย่างดี)
วิธีทั้งสองนี้ต่างก็ได้ผลที่ดี แต่การเลือกว่าจะใช้วิธีไหนนั้น ก็ขึ้นอยู่กับแต่ละคนว่าชอบแบบไหน หากเป็นคนที่ชอบดูตัวเลขและต้องการประหยัดเงินในระยะยาวให้มากที่สุด ลองใช้วิธี Avalanche ดูสิ แต่ถ้าต้องการความรู้สึกว่าชนะและการได้เห็นก้อนหนี้ลดลงต่อหน้าต่อตา ลองใช้วิธี Snowball ได้นะ ต้องชอบแน่ๆ
เทคนิคที่ 3: การพูดคุยอย่างตรงไปตรงมา
อาจฟังดูแปลก ๆ สำหรับใครหลายคน แต่จริง ๆ แล้วการได้พูดคุยสารทุกข์สุกดิบกัน หรือการที่เจ้าหนี้รู้ว่าลูกหนี้ไม่ได้หายไปไหน กำลังทำอะไรอยู่ ก็ถือเป็นเรื่องทั่วไปสำหรับการเป็นเจ้านี้ - ลูกหนี้กัน ยิ่งถ้าหากเป็นจุดหัวเลี้ยวหัวต่อของช่วงชีวิตเรื่องการเงินแล้ว ยิ่งต้องคุยกับเจ้าหนี้ตรง ๆ เพื่อไม่ให้เกิดการผิดนัดชำระหนี้กันนั่นเอง
การเจรจาขอลดอัตราดอกเบี้ย
หลายคนไม่รู้ว่าอัตราดอกเบี้ยนั้นมักจะต่อรองได้ โดยเฉพาะถ้าเป็นลูกค้าที่มีประวัติการชำระเงินดี หากมีหนี้บัตรเครดิตหรือสินเชื่อส่วนตัวที่มีอัตราดอกเบี้ยสูง สามารถโทรติดต่อเจ้าหนี้เพื่อขอให้ลดอัตราดอกเบี้ยได้ (ซึ่งการอนุมัติปรับลดและอัตราดอกเบี้ยที่ได้รับปรับลดจะแตกต่างกันไปตามกรณี)
ขอการผ่อนปรนหรือการแก้ไขสัญญา
หากกำลังประสบปัญหาการเงิน (ชั่วขณะ) เช่น ช่วงเปิดเทอมที่มีภาระทางการเงินเพิ่มขึ้น อุบัติเหตุหรือเจ็บป่วยที่จำเป้นต้องใช้เงินก้อน ในกรณีลักษณะนี้สามารถขอให้เจ้าหนี้พิจารณาการผ่อนปรน หรือเลื่อนการนัดชำระหนี้ออกไป ซึ่งอาจหมายถึงการปรับลดการชำระเงิน ขยายระยะเวลาการชำระเงิน หรือแม้แต่หยุดการชำระเงินชั่วขณะ หรือแก้เงื่อนไขสัญญากู้ (ในบางกรณี) สำหรับผู้ที่กำลังประสบความลำบาก สิ่งสำคัญคือต้องติดต่อเจ้าหนี้ก่อนที่จะเกิดการผ่อนชำระล่าช้า ซึ่งเจ้าหนี้ส่วนใหญ่มักจะเต็มใจพูดคุยมากกว่า หากพวกเขาเห็นว่าเรากำลังตั้งใจและพยายามจะผ่อนชำระหนี้อย่างเต็มที่
การรวมหนี้เปลี่ยนสัญญา
หากวิธีที่ 1 และวิธีที่ 2 ธนาคารหรือเจ้าหนี้ปฏิเสธกลับมา เราก็สามารถลองเปรียบเทียบอัตราดอกเบี้ยกับเจ้าหนี้รายอื่น เพื่อเปลี่ยนสินเชื่อไปยังเจ้าหนี้ที่มีอัตราดอกเบี้ยต่ำกว่า ซึ่งเรียกว่า "debt consolidation" หรือการรวมหนี้ ซึ่งก็เป็นเรื่องปกติทั่วไปที่จะช่วยให้การชำระหนี้นั้นง่ายขึ้น
การรวมหนี้จึงเป็นอีกตัวเลือกหนึ่งที่ควรพิจารณา เนื่องจากเปรียบเสมือนกับการแก้ไขอัตราดอกเบี้ยในเงื่อนไขสัญญาถาวร
เทคนิคที่ 4: การลดรายจ่ายและเพิ่มรายได้
การหารายได้เสริม
บางครั้งการจ่ายหนี้ด้วยรายได้ปัจจุบันเพียงอย่างเดียว (รายได้ทางเดียว) ทำให้ยอดหนี้ลดลงช้า กินเวลาที่นาน อาจทำให้ดอกเบี้ยที่ทบมานั้นรวมแล้วเป็นจำนวนที่มาก โดยไม่จำเป็น ซึ่งในกรณีนี้ การมองหารายได้เพิ่มเติมอาจเป็นวิธีการแก้ปัญหาในประเด็นนี้ได้อย่างตรงจุด
วิธีที่เป็นที่นิยมในการสร้างรายได้เสริม อย่างเช่น การทำงานพิเศษ (Part-time) การขายของมือสอง อาจเริ่มจากของที่เรามีอยู่แล้วไม่ว่าจะเป็นเสื้อผ้าที่ใช้น้อยครั้ง ของตกแต่งห้อง หรือการเริ่มต้นทำธุรกิจเล็ก ๆ ตามทักษะที่ถนัด เช่น การออกแบบ การรับจ้างต่าง ๆ
ความสำคัญ คือ การนำรายได้เพิ่มเติมนี้มาใช้จ่ายหนี้ ไม่ใช่ใช้สำหรับสิ่งอื่นต่าง ๆ ยิ่งหากได้รับเงินโบนัสหรือภาษีคืน ให้พิจารณาการใช้เพื่อจ่ายหนี้ด้วย
การตัดรายจ่ายที่ไม่จำเป็น - กึ่งจำเป็น
อีกด้านหนึ่งของสมการคือการลดรายจ่าย แน่นอนว่าในแต่ละวันจะมีทั้งรายจ่ายที่เกิดจากความจำเป็น ความต้องการ และรายจ่ายที่เกิดขึ้นโดยไม่จำเป็น โดยอาจมาในรูปแบบค่าใช้จ่ายแฝงก็ตาม
เมื่อเราดูค่าใช้จ่ายรายวันในแต่ละวัน อาจทำให้รู้สึกว่ามีแต่รายจ่ายที่จำเป้นแล้ว ตัดไม่ได้แล้ว แต่ในความเป็นจริง หากเราวางแผนค่าใช้จ่ายจาก "ค่าใช้จ่ายรายเดือน" เราสามารถซื้อของหลาย ๆ อย่างเป็นแพ็คหรือซื้อหลายรายการรวมกันในครั้งเดียว ช่วยลดค่าเดินทาง ไป-กลับ ในการซื้อ
ค่าใช้จ่ายอีกหนึ่งก้อนที่น่าสนใจ คือ การสมัครสมาชิกแอพสตรีมมิ่ง ซึ่งหากเป้นไปได้ควรตัดค่าใช้จ่ายก้อนนี้ให้ได้ แต่หากว่าเป็นคนชื่นชอบการดูหนังฟังเพลงจริง ๆ อาจเลือกสมัครสมาชิกเพียง 1 แอพฯ เพื่อลดค่าใช้จ่ายก้องนี้ให้ได้
เทคนิคที่ 5: การบันทึกรายรับ-รายจ่าย แบบที่เหมาะกับเรา
การบันทึกรายรับ-รายจ่าย อย่างเข้าใจ
แน่นอนว่าจุดเริ่มต้นทางการเงินที่ดีนั้นต้องเริ่มต้นจากการจดบันทึกรายรับ-รายจ่าย แต่คำกว้าง ๆ นี้นี่เองที่ทำให้ใครหลายคนหลงทิศ จากการเลือกวิธีการที่ไม่เหมาะกับตัวเอง
อย่างแรกต้องเข้าใจพฤติกรรมของเงินที่ เข้า-ออก กระเป๋าเงินของเราก่อน ครอบครัวที่เป็นข้าราชการจะมีเงินเข้า 1 หรือ 2 ครั้งต่อเดือน แต่มีรายการจ่ายออกได้ทุกวัน บางครอบครัวทำอาชีพค้าขายอาจมีรายการเข้า-ออกทุกวัน วันละหลาย ๆ ครั้ง หรือบางคนมีรายการจ่ายออกเดือนละ 1 ครั้ง ดังนั้น การเลือกบันทึก/จดรายรับ-รายจ่าย อย่างเหมาะสม จะทำให้เห็นถึงค่าใช้จ่ายแฝงที่ไม่ควรเกิดขึ้น และสามารถจัดการค่าใช้จ่ายก้อนนั้นได้อย่างตรงจุด
การจัดการเครดิต คือ การลงทุนให้กับตัวเอง
การจัดการเครตดิตก่อนยื่นกู้บ้านไม่ใช่เรื่องไกลตัว แต่เป็นเรื่องที่ควรทำทุกวัน แม้จะไม่ได้จะยื่นกู้เพื่อซื้อบ้านก็ตาม เพราะคือการลงทุนในอนาคตด้วยการทำความเข้าใจการเงินของตัวเอง การสร้างกลยุทธ์การจัดการเครดิต เจรจาต่อรอง เพิ่มรายได้หรือลดรายจ่าย สิ่งเหล่านี้จะคอบสร้างความมั่นคงสำหรับทางการเงินในระยะยาว
สิ่งสำคัญที่สุด คือ การเริ่มต้นอย่างถูกต้องวันนี้ ไม่จำเป็นต้องทำให้ทั้งหมดสมบูรณ์ในวันเดียว เพียงแต่เลือกเทคนิคหนึ่งจากนั้นเริ่มต้นจากเทคนิคที่เลือก และกำหนดเป้าหมายอย่างชัดเจนเป็น Check Point (อย่าลืมให้รางวัลเล็ก ๆ กับตัวเองเมื่อถึงแต่ละเป้าหมายด้วยนะ)
บ้านของคุณรอคุณอยู่ในปลายทาง แต่ก่อนอื่นให้ความสำคัญกับการจัดเครดิตด้วยเหตุผล ด้วยความตั้งใจ และด้วยแผนที่ชัดเจน คุณจะพบว่าการลงมือทำจริง ๆ นั้นราบเรียบและสนุก ไม่ได้น่ากลัวอย่างที่ใครหลายคนพูด ๆ กัน
เพราะ “บ้าน” ไม่ใช่แค่ที่อยู่อาศัย… แต่คือพื้นที่แห่งความสบายใจ ที่เราใช้พักใจ เอนกายได้อย่างไร้ความกังวล
บ้านที่ดีไม่ได้วัดกันที่ตารางเมตร แต่วัดที่ “ความสบายใจ” ที่ทุกคนได้อยู่ร่วมกัน
#wherePEACEat #ทาวน์โฮม #ทาวน์เฮ้าส์ #บ้านใกล้รถไฟฟ้า #ทาวน์โฮมใกล้รถไฟฟ้า #PEACE30Years #PEACEandLIVING #findPEACEatHOME



