ให้เราช่วยค้นหา
คำค้นหาที่แนะนำ
คำค้นหาล่าสุด
Banner News and Blog | Peace & Living

10 กลิ่นไม่พึงประสงค์ที่ไม่ควรมีติดบ้าน

บทความ
18 พ.ย. 68
|
ใช้เวลาอ่าน 2 นาที

10 กลิ่นไม่พึงประสงค์ที่ไม่ควรมีติดบ้าน

กลิ่นไม่พึงประสงค์ เป็นมากกว่าแค่ความรู้สึกที่ไม่น่าพิสมัย แต่ยังเป็น สัญญาณเตือน ที่สำคัญถึงปัญหาที่ซ่อนอยู่ในบ้าน ทั้งเรื่องของความชื้นสะสม เชื้อรา แบคทีเรีย หรือปัญหาระบบสุขาภิบาล

10 กลิ่นไม่พึงประสงค์ที่ไม่ควรมีในบ้าน

บ้านที่สะอาดและน่าอยู่นั้น ไม่ได้หมายถึงแค่ความสะอาดที่มองเห็นด้วยตา แต่ยังรวมถึง "กลิ่น" ที่เป็นสัญญาณสำคัญของความสะอาดและสุขอนามัยที่แท้จริง บ้านไร้กลิ่น ที่ไร้กลิ่นไม่พึงประสงค์จึงเป็นเป้าหมายที่หลายคนต้องการ เพราะกลิ่นที่ไม่ดีไม่เพียงแต่ส่งผลต่ออารมณ์และความรู้สึกสบายใจเท่านั้น แต่ยังอาจบ่งบอกถึงปัญหาสุขภาพและความสะอาดที่ซ่อนอยู่ภายในบ้านของเราด้วย


กลิ่นไม่พึงประสงค์ คืออะไร

ในทางวิทยาศาสตร์ "กลิ่น" คืออนุภาคทางเคมีที่ระเหยอยู่ในอากาศ และถูกดักจับโดยเส้นประสาทรับกลิ่นในจมูก ก่อนส่งสัญญาณไปยังสมองเพื่อแปลผลว่าเป็นกลิ่นหอมหรือกลิ่นเหม็น

กลิ่นที่ประสาทสัมผัสของมนุษย์รับรู้แล้วรู้สึกไม่ชอบ ไม่ปรารถนา หรืออาจก่อให้เกิดความรู้สึกขยะแขยง คลื่นไส้ หรือเป็นสัญญาณเตือนถึงอันตรายต่อร่างกาย กลิ่นอาจเป็นเรื่องของความรู้สึกส่วนบุคคล ซึ่งอาจแตกต่างกันไปในแต่ละบุคคลและวัฒนธรรม แต่โดยทั่วไปมักหมายถึง "กลิ่นเหม็น"



10 กลิ่นไม่พึงประสงค์ที่ไม่ควรมีในบ้าน

1. กลิ่นอับชื้น (เหม็นอับ)

กลิ่นอับชื้น หรือ กลิ่นเหม็นอับ (Musty smell) ซึ่งเป็นหนึ่งในกลิ่นที่พบบ่อยที่สุดในบ้าน โดยเฉพาะในบริเวณที่มีความชื้นสูงและอากาศถ่ายเทไม่สะดวก กลิ่นนี้เป็นสัญญาณบ่งบอกถึงการเจริญเติบโตของจุลินทรีย์ โดยเฉพาะเชื้อราและแบคทีเรีย ซึ่งพบได้ในห้องน้ำ ห้องครัว ตู้เสื้อผ้า ห้องใต้บันใด ห้องเก็บของ รวมไปถึงมุมห้องที่แสงแดดส่องไม่ถึง

กลิ่นอับชื้นไม่เพียงแต่ส่งกลิ่นไม่พึงประสงค์เท่านั้น แต่ยังเป็นสัญญาณเตือนของปัญหาเชื้อราที่อาจกำลังตามมา ซึ่งส่งผลเสียต่อสุขภาพทั้งในระยะสั้นและระยะยาว โดยเฉพาะระบบทางเดินหายใจ อาจทำให้เกิดอาการแพ้ หอบหืด ปัญหาปอดอักเสบ หรือเชื้อราในปอดในกรณีร้ายแรงได้อีกด้วย


2. กลิ่นขยะเหม็นเน่าเสีย

กลิ่นไม่พึงประสงค์ที่มีความรุนแรงและชัดเจนมาก เกิดขึ้นจากกระบวนการย่อยสลายตามธรรมชาติของสารอินทรีย์ (เช่น เศษอาหาร เนื้อสัตว์ ผัก ผลไม้) ซึ่งกลิ่นขยะนี้เป็นหนึ่งในกลิ่นที่สร้างปัญหามากที่สุด ซึ่งมักพบได้บ่อยในครัวและบริเวณถังขยะ โดยเฉพาะเมื่อมีเศษอาหารที่เน่าเสียหรือขยะที่ไม่ได้ทิ้งอย่างสม่ำเสมอ กลิ่นนี้ไม่เพียงแต่น่ารังเกียจเท่านั้น จะทำให้รู้สึกเหม็นเวียนหัว ไม่สบายตัว อีกทั้งยังดึงดูดแมลงและสัตว์รบกวนต่างๆ ให้เข้ามาในบ้านได้อีกด้วย

ถังขยะที่ไม่มีฝาปิด การทิ้งเศษอาหารโดยไม่ห่อหรือปิดถุงให้มิดชิด และการไม่ล้างถังขยะเป็นประจำ ล้วนเป็นสาเหตุที่ทำให้เกิดกลิ่นขยะหมักหมมรุนแรง นอกจากนี้ท่อระบายน้ำในครัวที่มีเศษอาหารติดค้างก็เป็นแหล่งกำเนิดกลิ่นเน่าเสียนี้ได้อีกด้วย


3. กลิ่นสัตว์เลี้ยง

กลิ่นเฉพาะตัวที่มาจากตัวสัตว์หรือสภาพแวดล้อมที่สัตว์อาศัยอยู่ เป็นกลิ่นที่มีความซับซ้อนและอาจแตกต่างกันไปตามชนิดของสัตว์ สายพันธุ์ สุขอนามัย อาหาร และสุขภาพของสัตว์เลี้ยงตัวนั้นๆ สำหรับผู้ที่เลี้ยงสัตว์ในบ้าน กลิ่นจากสัตว์เลี้ยงอาจเป็นอีกหนึ่งปัญหาที่ต้องเผชิญ ไม่ว่าจะเป็นกลิ่นปัสสาวะ อุจจาระของสัตว์ กลิ่นตัวสัตว์เอง กลิ่นจากที่นอน อุปกรณ์ต่างๆ ของสัตว์เลี้ยง ซึ่งกลิ่นเหล่านี้สามารถซึมเข้าไปในเนื้อผ้า เฟอร์นิเจอร์ พรม และผ้าม่านได้ ซึ่งทำให้ยากต่อการทำความสะอาดหรือจำเป็นต้องทิ้งสิ่งของเหล่านั้นไปอีกด้วย

แม้ว่าเจ้าของบ้านจะคุ้นชินกับกลิ่นจากสัตว์เลี้ยงของตนเอง แต่แขกที่มาเยือนมักจะรู้สึกได้ทันที หากไม่มีการดูแลความสะอาดของสัตว์เลี้ยงอย่างเหมาะสม กลิ่นเหล่านี้อาจสะสมและแพร่กระจายไปทั่วบ้าน จนกลายเป็นปัญหาใหญ่ที่ยากต่อการกำจัด


4. กลิ่นควันบุหรี่

กลิ่นเฉพาะตัวที่เกิดจากการเผาไหม้ของใบยาสูบ กระดาษที่ใช้มวน และสารเคมีต่างๆ ที่ผสมอยู่ในบุหรี่ ซึ่งเป็นกลิ่นที่ไม่พึงประสงค์อย่างยิ่งสำหรับคนส่วนใหญ่ และมีความสามารถในการติดทนและแพร่กระจายได้ดีมาก อีกทั้งยังเป็นกลิ่นที่ยากที่สุดในการกำจัดออกจากบ้าน เพราะสารเคมีจากควันบุหรี่สามารถซึมเข้าไปในผนัง ผ้าม่าน เฟอร์นิเจอร์ และแม้กระทั่งฝ้าเพดานได้ กลิ่นนี้ไม่เพียงแต่ไม่พึงประสงค์ แต่ยังอันตรายต่อสุขภาพของทุกคนในบ้าน โดยเฉพาะเด็กและผู้สูงอายุ

นอกจากกลิ่นแล้ว ควันบุหรี่มือสองยังมีสารก่อมะเร็งมากกว่า 70 ชนิด ที่สามารถคงอยู่ในบ้านได้นานหลังจากการสูบบุหรี่แล้ว สารเหล่านี้ไม่เพียงแต่ทำให้เกิดกลิ่นเท่านั้น แต่ยังสร้างคราบสีเหลืองบนผนังและเพดานอีกด้วย


5. กลิ่นจากห้องน้ำและท่อระบายน้ำ

กลิ่นเหม็นจากห้องน้ำเป็นปัญหาที่พบได้บ่อย มีลักษณะฉุนรุนแรง ชวนให้คลื่นไส้ หรือมีกลิ่นเน่าเสียคล้ายไข่เน่า กลิ่นเหล่านี้เป็นสัญญาณเตือนว่าระบบสุขาภิบาลอาจมีปัญหา และเกิดจากการสะสมของแก๊สที่มาจากของเสียและกระบวนการย่อยสลายในท่อน้ำทิ้งและบ่อบำบัด

โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ท่อระบายน้ำที่มีเศษผมและสิ่งสกปรกติดค้าง จะเป็นแหล่งเพาะพันธุ์ของเชื้อโรคและกลิ่นเหม็น นอกจากนี้ โถส้วมที่มีคราบสกปรกหรือปัสสาวะที่แห้งติดอยู่ก็เป็นอีกหนึ่งสาเหตุหลักของกลิ่นเหม็นในห้องน้ำ


6. กลิ่นจากตู้เย็นและห้องครัว

กลิ่นไม่พึงประสงค์ที่มักเกิดขึ้นจากกิจกรรมประจำวันในการเตรียมอาหาร การเก็บรักษาอาหาร และกระบวนการย่อยสลายของเศษอาหาร กลิ่นเหล่านี้มักมีความหลากหลายและมีสาเหตุแตกต่างกันไปในแต่ละจุด กลิ่นอาจมาจากอาหารที่เน่าเสียหรือหมดอายุ น้ำหกและคราบอาหารที่ไม่ได้ทำความสะอาด หรือการเก็บอาหารที่มีกลิ่นแรงโดยไม่ปิดฝาให้สนิท ฟองน้ำล้างจานที่ใช้นานเกินไปก็เป็นอีกหนึ่งแหล่งกำเนิดแบคทีเรียและกลิ่นเหม็น

นอกจากนี้ เครื่องดูดควันที่ไม่ได้ทำความสะอาดเป็นประจำก็สามารถสะสมไขมันและกลิ่นอาหารได้ ซึ่งเมื่อเวลาผ่านไปจะกลายเป็นกลิ่นเหม็นอับที่แพร่กระจายไปทั่วห้องครัว


7. กลิ่นจากเครื่องซักผ้าและการซักผ้า

กลิ่นไม่พึงประสงค์ที่มักมีลักษณะเป็น กลิ่นอับชื้น กลิ่นเหม็นเปรี้ยว หรือ กลิ่นเหม็นสาบ ซึ่งแตกต่างจากกลิ่นหอมสะอาดของผ้าที่ซักเสร็จใหม่ๆ กลิ่นเหล่านี้เป็นสัญญาณบ่งบอกถึงปัญหาความสะอาดและการสะสมของจุลินทรีย์ภายในเครื่องซักผ้าหรือบนเนื้อผ้า ซึ่งหลายคนอาจไม่คิดว่าเครื่องซักผ้าเป็นเครื่องใช้ที่ทำให้สิ่งของสะอาดจะกลับกลายเป็นแหล่งกำเนิดกลิ่นได้ แต่ในความเป็นจริง เครื่องซักผ้าที่ไม่ได้ทำความสะอาดเป็นประจำอาจมีเชื้อราและแบคทีเรียสะสมอยู่ โดยเฉพาะในรุ่นที่เป็นฝาหน้า

กลิ่นอับชื้นจากผ้าที่ซักแล้วแต่ไม่ได้ตากให้แห้งทันที หรือการตากผ้าในที่ที่มีความชื้นสูง ก็เป็นอีกสาเหตุให้เกิดกลิ่นเหม็นอับบนเสื้อผ้า นอกจากนี้ การใช้ผงซักฟอกหรือน้ำยาปรับผ้านุ่มมากเกินไปจนสะสมในเครื่องซักผ้าก็เป็นปัญหาได้เช่นกัน


8. กลิ่นจากเฟอร์นิเจอร์

กลิ่นเฉพาะที่ปล่อยออกมาจากวัสดุต่างๆ ที่ใช้ผลิตเฟอร์นิเจอร์ ทั้งในระยะเริ่มต้นเมื่อเป็นของใหม่ และกลิ่นสะสมเมื่อใช้งานไปนานๆ ซึ่งส่วนใหญ่เกิดจากสารเคมีที่ระเหยออกมาหรือการสะสมของความชื้น ซึ่งในทางกลับกันเฟอร์นิเจอร์เอง โดยเฉพาะที่บุด้วยผ้าและพรม สามารถดูดซับและเก็บกักกลิ่นต่างๆ ได้เป็นอย่างดี ไม่ว่าจะเป็นกลิ่นอาหาร กลิ่นควันบุหรี่ กลิ่นสัตว์เลี้ยง หรือแม้แต่กลิ่นเหงื่อจากร่างกาย

เฟอร์นิเจอร์ที่ไม่ได้ทำความสะอาดเป็นประจำจะสะสมฝุ่น ไรฝุ่น และสิ่งสกปรกต่างๆ ซึ่งนอกจากจะทำให้เกิดกลิ่นแล้ว ยังอาจเป็นสาเหตุของอาการแพ้ได้อีกด้วย


9. กลิ่นสีและกลิ่นสารเคมี

กลิ่นไม่พึงประสงค์ที่มีความฉุนรุนแรง แสบจมูก และมักจะสร้างความรู้สึกวิงเวียนศีรษะหรือระคายเคืองต่อระบบทางเดินหายใจ กลิ่นเหล่านี้บ่งบอกถึงการมีอยู่ของสารเคมีสังเคราะห์ในอากาศ ซึ่งส่วนใหญ่เป็นสารระเหยที่เป็นอันตรายต่อสุขภาพ โดยเฉพาะสารระเหย VOCs (Volatile Organic Compounds)

การใช้ผลิตภัณฑ์ทำความสะอาดที่มีกลิ่นแรง เช่น น้ำยาฟอกขาว แอมโมเนีย หรือผลิตภัณฑ์ที่มีสารเคมีรุนแรง อาจทำให้เกิดกลิ่นที่ไม่พึงประสงค์ในบ้าน นอกจากนี้ ปลั๊กน้ำหอมหรือสเปรย์ปรับอากาศที่มีกลิ่นหอมสังเคราะห์ที่แรงเกินไปก็อาจกลายเป็นปัญหาได้เช่นกัน


10. กลิ่นจากระบบปรับอากาศและเครื่องกรองอากาศ

กลิ่นไม่พึงประสงค์ที่มักมีลักษณะเป็นกลิ่นอับชื้น กลิ่นเหม็นเปรี้ยว กลิ่นฝุ่น หรือในบางกรณีอาจเป็นกลิ่นไหม้ ซึ่งเกิดจากการสะสมของสิ่งสกปรก ความชื้น เชื้อรา แบคทีเรีย หรือปัญหาระบบภายในเครื่องปรับอากาศที่ไม่ได้ทำความสะอาดเป็นประจำ นอกจากนี้ท่ออากาศที่มีฝุ่นและสิ่งสกปรกสะสมอยู่จะทำให้กลิ่นไม่พึงประสงค์แพร่กระจายไปทั่วบ้านทุกครั้งที่เปิดเครื่องปรับอากาศอีกด้วย



กลิ่นไม่พึงประสงค์ที่ไม่ควรมีในบ้าน

10 กลิ่นไม่พึงประสงค์ที่ไม่ควรมีอยู่ในบ้านนี้นั้น เป็นอีกหนึ่งสาเหตุใหญ่ที่ทำให้บ้านของเรานั้นไม่น่าอยู่ คอยสร้างทั้งความรำคาญแก่ผู้อยู่อาศัย และคอยสร้างความไม่ประทับใจแก่แขกที่แวะเวียนมาหา โดยแต่ละกลิ่นมีสาเหตุที่มาของกลิ่นแตกต่างกันไป ซึ่งทำให้ต้องใช้วิธีป้องกันและจัดการที่แตกต่างกันไปเพื่อให้ได้ประสิทธิภาพในการกำจัดกลิ่นมากที่สุด

เมื่อรู้จักกับกลิ่นทั้ง 10 กลิ่นที่คอยกวนใจกันแล้ว ก็ถึงเวลาวางแผนเพื่อจัดการและกำจัดกลิ่นไม่พึงประสงค์ให้พ้นบ้านไปเพื่อสร้าง "บ้านไร้กลิ่น" สร้างคุณภาพชีวิตที่กว่าด้วยกลิ่นสะอาดที่หอมสดชื่น



เพราะ “บ้าน” ไม่ใช่แค่ที่อยู่อาศัย… แต่คือพื้นที่แห่งความสบายใจ ที่เราใช้พักใจ เอนกายได้อย่างไร้ความกังวล

บ้านที่ดีไม่ได้วัดกันที่ตารางเมตร แต่วัดที่ “ความสบายใจ” ที่ทุกคนได้อยู่ร่วมกัน


#wherePEACEat #ทาวน์โฮม #ทาวน์เฮ้าส์ #บ้านแฝด #บ้านเดี่ยว #บ้านใกล้รถไฟฟ้า #ทาวน์โฮมใกล้รถไฟฟ้า #PEACE30Years #PEACEandLIVING #findPEACEatHOME


คำถามที่พบบ่อย (FAQ) เกี่ยวกับ การกำจัดกลิ่นไม่พึงประสงค์ให้พ้นบ้าน

เบกกิ้งโซดาเป็นสารดูดซับกลิ่นธรรมชาติที่ปลอดภัย สามารถใส่ถ้วยเล็ก ๆ วางไว้ในตู้เย็น, ตู้เสื้อผ้า, หรือโรยบนพรมที่มีกลิ่นอับทิ้งไว้ประมาณ 15 นาที ก่อนดูดออกด้วยเครื่องดูดฝุ่น เพื่อช่วยดูดซับโมเลกุลของกลิ่น



เทน้ำร้อนผสมกับเบกกิ้งโซดา 1/2 ถ้วย และน้ำส้มสายชู 1 ถ้วย ลงในท่อ ทิ้งไว้ 30 นาที สารผสมนี้จะช่วยสลายไขมันและสิ่งสกปรกที่สะสมในท่อ นอกจากนี้ควรตรวจสอบและทำความสะอาด P-trap หรือ Siphon ใต้อ่างล้างหน้าเป็นประจำ



เครื่องซักผ้าฝาหน้ามักมีเชื้อราและแบคทีเรียสะสมอยู่ในขอบยางประตูและช่องใส่ผงซักฟอก ควรเช็ดขอบยางให้แห้งหลังใช้งานทุกครั้ง และเดินเครื่องเปล่าพร้อมน้ำยาทำความสะอาดเฉพาะสำหรับเครื่องซักผ้า (เช่น น้ำส้มสายชู หรือสารฟอกขาว) เดือนละครั้ง



การระบายอากาศที่ดีเป็นหัวใจของการแก้ปัญหากลิ่นอับชื้น เพราะช่วยลดระดับความชื้นสะสมและขับไล่อนุภาคกลิ่นออกไปจากบ้าน ควรเปิดหน้าต่างอย่างน้อย 15 นาทีต่อวัน และติดตั้งพัดลมดูดอากาศในห้องน้ำและห้องครัวเพื่อให้มีการไหลเวียนของอากาศอย่างสม่ำเสมอ



VOCs คือ สารเคมีระเหยที่เป็นสาเหตุของกลิ่นฉุนจากสีใหม่หรือเฟอร์นิเจอร์ใหม่ ซึ่งสามารถก่อให้เกิดอาการระคายเคืองตา จมูก และคอ รวมถึงส่งผลกระทบต่อระบบทางเดินหายใจในระยะยาว ควรเลือกใช้สีทาบ้านที่มีฉลาก 'Low VOCs' หรือ 'Zero VOCs' และเปิดหน้าต่างระบายอากาศเป็นเวลาหลายสัปดาห์หลังติดตั้งเฟอร์นิเจอร์ใหม่



คัดลอกลิงก์แล้ว!