ให้เราช่วยค้นหา
คำค้นหาที่แนะนำ
คำค้นหาล่าสุด
Banner News and Blog | Peace & Living

กู้บ้านอย่างไรในปี 2026 พร้อม Checklist เอกสารเตรียมยื่นกู้

บทความ
18 มี.ค. 69
|
ใช้เวลาอ่าน 5 นาที

กู้บ้านอย่างไรในปี 2026 พร้อม Checklist เอกสารเตรียมยื่นกู้

การขอสินเชื่อเพื่อซื้อที่อยู่อาศัย โดยเฉลี่ยใช้เวลา 30–90 วัน นับจากวันยื่นเอกสารจนถึงวันโอน ขึ้นอยู่กับความพร้อมของเอกสาร ประเภทที่อยู่อาศัย และนโยบายของแต่ละสถาบันการเงิน โดยหัวใจสำคัญคือการเตรียม รายได้ เครดิตบูโร Statement เงินดาวน์ และ เอกสารตามอาชีพ ให้ครบก่อนยื่นจริง

กู้บ้านทำอย่างไร? ต้องเตรียมเอกสารอะไรบ้าง พร้อม Checklist เตรียมยื่นกู้ 2026 | PEACE & LIVING

การขอสินเชื่อเพื่อซื้อที่อยู่อาศัย โดยเฉลี่ยใช้เวลา 30–90 วัน นับจากวันยื่นเอกสารจนถึงวันโอน ขึ้นอยู่กับความพร้อมของเอกสาร ประเภทที่อยู่อาศัย และนโยบายของแต่ละสถาบันการเงิน โดยหัวใจสำคัญคือการเตรียม รายได้ เครดิตบูโร Statement เงินดาวน์ และ เอกสารตามอาชีพ ให้ครบก่อนยื่นจริง

  • ควรเตรียมความพร้อมด้านการเงินล่วงหน้าอย่างน้อย 3–6 เดือน ก่อนยื่นกู้
  • ระยะเวลาตั้งแต่ยื่นเอกสารจนถึงวันโอนโดยเฉลี่ยอยู่ที่ 30–90 วัน
  • ธนาคารมักปล่อยกู้สูงสุดประมาณ 90% ของราคาประเมิน จึงควรเตรียมเงินดาวน์อย่างน้อย 10%
  • ภาระหนี้รวมทุกประเภทควรอยู่ไม่เกิน 30–40% ของรายได้ต่อเดือน
  • Statement บัญชีย้อนหลัง 6 เดือน เป็นเอกสารสำคัญมากในการพิจารณา
  • เอกสารยื่นกู้แบ่งเป็น 3 กลุ่มหลัก ได้แก่ เอกสารส่วนตัว เอกสารรายได้ และ เอกสารหลักประกัน
  • แนะนำให้ยื่นกู้กับธนาคาร 2–3 แห่งพร้อมกัน เพื่อเปรียบเทียบเงื่อนไขและเพิ่มโอกาสอนุมัติ

กระบวนการขอสินเชื่อบ้าน ตั้งแต่วันแรกจนถึงวันโอนกรรมสิทธิ์

การขอสินเชื่อเพื่อซื้อที่อยู่อาศัยมีขั้นตอนที่ชัดเจน โดยเฉลี่ยใช้เวลา 30–90 วัน นับจากวันยื่นเอกสารจนถึงวันโอน ขึ้นอยู่กับความพร้อมของเอกสาร ประเภทที่อยู่อาศัย และนโยบายของแต่ละสถาบันการเงิน

ขั้นตอน ระยะเวลาโดยประมาณ ผู้ดำเนินการ
เตรียมตัวและวางแผนการเงิน 1–3 เดือนก่อนยื่น ผู้กู้
เลือกอสังหาฯ และทำสัญญาจะซื้อจะขาย 1–2 สัปดาห์ ผู้กู้ + โครงการ/เจ้าของ
เตรียมและยื่นเอกสารกับธนาคาร 1–3 วัน ผู้กู้
ธนาคารพิจารณาสินเชื่อ (Credit Approval) 7–15 วันทำการ ธนาคาร
ธนาคารประเมินราคาหลักประกัน 3–7 วันทำการ ธนาคาร
อนุมัติสินเชื่อและแจ้งผล 1–3 วันทำการ ธนาคาร
จัดทำนิติกรรม/โอนกรรมสิทธิ์ที่สำนักงานที่ดิน นัดหมาย 1 วัน ผู้กู้ + ธนาคาร + ผู้ขาย

หากมองในภาพรวมของผู้ซื้อบ้านในกรุงเทพฯ และปริมณฑล ขั้นตอนที่ทำให้กระบวนการช้าลงมากที่สุดมักไม่ใช่ตอนยื่นกู้ แต่เป็นช่วงก่อนยื่นจริง เช่น เอกสารไม่ครบ Statement ไม่สม่ำเสมอ หรือประเมินภาระหนี้ไม่รอบด้าน ดังนั้นการเตรียมตัวล่วงหน้าอย่างเป็นระบบจึงช่วยให้วันยื่นจริงเดินเรื่องได้ง่ายขึ้นมาก

ขั้นที่ 1: เตรียมตัวก่อนยื่นขอสินเชื่อ ต้องทำอะไรบ้าง?

ก่อนที่จะยื่นขอสินเชื่อกับธนาคาร (ไม่ว่าเจ้าไหน) ควรเตรียมความพร้อมด้านการเงินล่วงหน้าอย่างน้อย 3–6 เดือน เพื่อเพิ่มโอกาสผ่านการอนุมัติ และได้รับวงเงินที่ต้องการ

1.1 ประเมินความสามารถในการกู้

ธนาคารจะคำนวณวงเงินกู้สูงสุดจากรายได้สุทธิของผู้กู้ โดยมีสูตรประมาณการเบื้องต้น ดังนี้

รายได้ต่อเดือน × 60 = วงเงินกู้สูงสุดโดยประมาณ (กรณีไม่มีภาระหนี้)

ตัวอย่าง:
รายได้ 40,000 บาท/เดือน → กู้ได้สูงสุดประมาณ 2,400,000 บาท — ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับนโยบายของแต่ละธนาคารและภาระหนี้ที่มีอยู่

1.2 จัดการประวัติทางการเงินและเครดิตบูโร

ธนาคารทุกแห่งจะดึงข้อมูลเครดิตบูโร (NCB) เพื่อตรวจสอบประวัติการชำระหนี้ย้อนหลัง 2–3 ปี

สิ่งที่ต้องดำเนินการล่วงหน้า:

  • ชำระหนี้ทุกประเภทให้ตรงเวลา ห้ามค้างชำระแม้แต่เดือนเดียว
  • ปิดหนี้บัตรเครดิต/สินเชื่อส่วนบุคคลที่ไม่จำเป็นก่อนยื่นกู้อย่างน้อย 3–6 เดือน
  • ยกเลิกบัตรเครดิตใบที่ไม่ได้ใช้ เพราะธนาคารนับวงเงินบัตรทุกใบเป็นภาระหนี้ที่อาจเกิดขึ้น
  • รักษาภาระหนี้รวมทุกประเภทไม่ให้เกิน 30–40% ของรายได้ต่อเดือน

1.3 เดินบัญชีธนาคารให้ดูดี (Statement Grooming)

เอกสาร Statement บัญชีย้อนหลัง 6 เดือนคือหลักฐานสำคัญที่สุดอย่างหนึ่ง ธนาคารจะดู ซึ่งในคำว่า "ดู" ของธนาคารเอง หลายคนคงสงสัยว่าดูอะไร?

  • รายได้เข้าบัญชีสม่ำเสมอทุกเดือน
  • มียอดเงินคงเหลือในบัญชีอยู่เสมอ ไม่ถอนออกจนหมด
  • ไม่มีรายการเช็คคืนหรือการค้างชำระ

Tips: เริ่มฝากเงินเดือนเข้าบัญชีเดิมให้สม่ำเสมอย้อนหลังอย่างน้อย 6 เดือน และหลีกเลี่ยงการโอนเงินก้อนใหญ่เข้า-ออก อย่างผิดปกติในช่วงก่อนขอสินเชื่อ

1.4 เตรียมเงินดาวน์และค่าใช้จ่ายอื่น ๆ

ธนาคารมักจะปล่อยกู้สูงสุด 90% ของราคาประเมิน (ขึ้นอยู่กับภาวะตลาด และบริบทของแต่ละกรณี) ดังนั้นควรสำรองเงินดาวน์อย่างน้อย 10% นอกจากนี้ยังมีค่าใช้จ่ายที่ต้องเตรียม ได้แก่

รายการค่าใช้จ่าย อัตราโดยประมาณ หมายเหตุ
เงินดาวน์ 10–20% ของราคาบ้าน ขั้นต่ำตามเกณฑ์ธนาคาร
ค่าธรรมเนียมโอนกรรมสิทธิ์ 2% ของราคาประเมิน ชำระที่สำนักงานที่ดิน
ค่าจดจำนอง 1% ของวงเงินกู้ ชำระที่สำนักงานที่ดิน
ค่าอากรแสตมป์ (กรณีขาย) 0.5% ของราคาขาย กรณีถือครองน้อยกว่า 5 ปี
ค่าประกันอัคคีภัย ขึ้นอยู่กับธนาคาร บังคับตลอดอายุสัญญา
ค่าประเมินราคาหลักประกัน 1,500–3,000 บาท แล้วแต่ธนาคาร

สำหรับผู้ที่กำลังมองหาบ้านในกรุงเทพฯ และปริมณฑล การเตรียมเงินดาวน์และค่าใช้จ่ายวันโอนล่วงหน้าเป็นเรื่องสำคัญมาก เพราะมูลค่ามักสูง (เงินก้อน) และหากราคาประเมินต่ำกว่าราคาซื้อขายจริง ผู้กู้อาจต้องเตรียมเงินส่วนต่างเพิ่มเอง ดังนั้นการวางแผนสภาพคล่องล่วงหน้า จึงควรทำควบคู่กับการมองหาบ้าน ทำเล หรือโครงการ ที่สนใจตั้งแต่ต้น

ขั้นที่ 2: เอกสารที่ต้องเตรียมยื่นกู้บ้าน ครบทุกประเภทผู้กู้

เอกสารแบ่งออกเป็น 3 กลุ่มหลัก ได้แก่ เอกสารส่วนตัว เอกสารแสดงรายได้ (แตกต่างตามอาชีพ) และเอกสารหลักประกัน

2.1 เอกสารส่วนตัว (ใช้ทุกธนาคาร ทุกอาชีพ)

  • สำเนาบัตรประชาชน / บัตรข้าราชการ / หนังสือเดินทาง (ผู้กู้และคู่สมรส)
  • สำเนาทะเบียนบ้าน (ทุกหน้า) ของผู้กู้และคู่สมรส
  • สำเนาทะเบียนสมรส / ใบหย่า / ใบมรณะบัตร (ถ้ามี)
  • สำเนาใบเปลี่ยนชื่อ-นามสกุล (ถ้ามี)

2.2 เอกสารแสดงรายได้: ผู้มีรายได้ประจำ (พนักงาน/ข้าราชการ)

  • หนังสือรับรองเงินเดือน (ต้นฉบับ อายุไม่เกิน 3 เดือน)
  • สลิปเงินเดือนย้อนหลัง 3–6 เดือน (ขึ้นอยู่กับธนาคาร)
  • สำเนาบัญชีเงินเดือน (Statement) ย้อนหลัง 6 เดือน
  • หนังสือหักภาษี ณ ที่จ่าย (50 ทวิ) — บางธนาคารอาจขอเพิ่มเติม
  • สำหรับข้าราชการ: หนังสือรับรองแบบใช้สวัสดิการของหน่วยงาน (ถ้ากู้ผ่านสวัสดิการ)

2.3 เอกสารแสดงรายได้: เจ้าของธุรกิจ (กรณีจดทะเบียนนิติบุคคล)

  • สำเนาหนังสือรับรองการจดทะเบียนบริษัท / ทะเบียนการค้า (ไม่เกิน 3 เดือน)
  • บัญชีรายชื่อผู้ถือหุ้น (ฉบับล่าสุด)
  • Statement บัญชีธุรกิจและบัญชีส่วนตัว ย้อนหลัง 6–12 เดือน
  • สำเนาบัตรประจำตัวผู้เสียภาษี
  • หลักฐานการเสียภาษี เช่น ภ.พ. 30 ย้อนหลัง 6–12 เดือน
  • งบการเงินย้อนหลัง 2–3 ปี (บางธนาคารอาจขอ)
  • รูปถ่ายกิจการ 4–5 ภาพพร้อมแผนที่ตั้งโดยสังเขป

กรณีกิจการไม่จดทะเบียน

  • Statement บัญชีเงินฝาก ย้อนหลัง 12 เดือน
  • บัญชีรายรับ-รายจ่าย ย้อนหลัง 6–12 เดือน
  • บิลซื้อ-บิลขาย ย้อนหลัง 6 เดือน
  • เอกสารยื่นภาษีประจำปี (ภงด.90) พร้อมใบเสร็จ
  • สัญญาเช่าหรือโฉนดที่ดิน (กรณีเป็นเจ้าของสถานที่)
  • รูปถ่ายกิจการ 4–5 ภาพพร้อมแผนที่

2.4 เอกสารแสดงรายได้: ผู้ประกอบอาชีพอิสระ (Freelance/วิชาชีพ)

  • Statement บัญชีเงินฝาก ย้อนหลัง 6–12 เดือน
  • ใบอนุญาตประกอบวิชาชีพ (แพทย์ / ทนาย / วิศวกร / สถาปนิก ฯลฯ)
  • ใบเสร็จรับเงิน / ใบกำกับภาษี ย้อนหลัง 6 เดือน
  • สัญญาจ้างงาน (ถ้ามี)
  • หนังสือรับรองยอดรายได้จากลูกค้า (ถ้ามี)
  • เอกสารภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา (ภงด.90/91) ย้อนหลัง 1–2 ปี

2.5 เอกสารหลักประกัน (ทุกประเภทอาชีพ)

  • สำเนาโฉนดที่ดิน หรือหนังสือแสดงกรรมสิทธิ์ห้องชุด (อช.2)
  • สำเนาสัญญาจะซื้อจะขาย หรือสัญญามัดจำ
  • แผนที่แสดงทำเลที่ตั้งของหลักประกัน
  • รูปถ่ายบ้าน / ห้องชุด / ทาวน์เฮ้าส์ ที่ต้องการซื้อ (บางธนาคาร)
  • สำเนาสัญญาจ้างเหมาก่อสร้างและแบบแปลน (กรณีกู้สร้างบ้าน)
  • ใบอนุญาตปลูกสร้าง (กรณีกู้สร้าง/ต่อเติมบ้าน)

การใช้เอกสารชุดเดียวอาจทำได้สำหรับบางธนาคาร แต่บางธนาคารมีเงื่อนไขที่ซับซ้อนกว่านั้น การเตรียมสำเนาไว้หลายชุดพร้อมต้นฉบับ และแยกแฟ้มตามหมวด ส่วนตัว / รายได้ / หลักประกัน จะช่วยลดความยุ่งยาก ลดความสับสน และทำให้ดำเนินการด้านเอกสารได้เร็วขึ้น

ขั้นที่ 3: เอกสารเพิ่มเติมเฉพาะของแต่ละธนาคาร (ที่ควรรู้)

แม้เอกสารพื้นฐานจะคล้ายคลึงกัน แต่แต่ละธนาคารก็มีข้อกำหนดเพิ่มเติมที่แตกต่างกัน ซึ่งโดยปกติมีรายการที่ต่างกัน ดังนี้

ธนาคาร จุดเด่น/ข้อเพิ่มเติมที่ควรรู้
ธอส. (GHB) เน้นผู้มีรายได้ประจำ ขอ Statement 3–6 เดือน เจ้าของกิจการขอย้อนหลัง 12 เดือน
ออมสิน เจ้าของธุรกิจต้องมีงบการเงินย้อนหลัง 3 ปี
กสิกรไทย (KBank) พนักงานประจำใช้ Statement ย้อนหลังเพียง 3 เดือนได้ กรณีรายได้ไม่สม่ำเสมอขอ 6 เดือน
ไทยพาณิชย์ (SCB) เจ้าของธุรกิจต้องมีหลักฐานภาษีย้อนหลัง 1 ปี (ภงด.)
กรุงไทย (KTB) เน้นเอกสารหลักประกัน เช่น โฉนด สัญญาจะซื้อจะขาย และสัญญาก่อสร้าง
กรุงศรี (BAY) อาชีพอิสระต้องมีใบเสร็จ/สัญญาจ้าง และแบบ ภพ.20
กรุงเทพ (BBL) เน้นต้นฉบับเอกสาร หนังสือรับรองเงินเดือนอายุไม่เกิน 3 เดือน เจ้าของธุรกิจต้องมีทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่ม
ทหารไทยธนชาต (TTB) ต้องการสลิปเงินเดือนเดือนล่าสุดเพียง 1 ฉบับ (หรือหนังสือรับรองอายุไม่เกิน 2 เดือน)
ยูโอบี (UOB) เจ้าของธุรกิจต้องเตรียมหนังสือบริคณห์สนธิเพิ่มเติม
อิสลาม (IBank) เอกสารนิติบุคคลต้องรับรองโดยกระทรวงพาณิชย์ อายุไม่เกิน 2 เดือน

หมายเหตุ: ควรติดตามและตรวจสอบข้อมูลจากธนาคารทุกครั้ง เพื่อประกอบการวางแผน ก่อนยื่นขอสินเชื่อ เนื่องจากเงื่อนไขอาจมีการเปลี่ยนแปลง

ขั้นที่ 4: กระบวนการยื่นขอสินเชื่อ และการพิจารณาสินเชื่อของธนาคาร

4.1 การยื่นเอกสาร

โดยปกติสามารถยื่นขอได้ทั้งที่สาขาธนาคาร ผ่านเจ้าหน้าที่ขายโครงการ (กรณีซื้อจากโครงการ) หรือผ่านช่องทางออนไลน์ของบางธนาคาร

ข้อแนะนำ:

  • ควรนำต้นฉบับเอกสารทุกอย่างไปด้วย
  • เตรียมสำเนาเอกสารอย่างน้อย 2 ชุด ลงนามรับรองสำเนาถูกต้องทุกหน้า
  • กรอกแบบฟอร์มการขอสินเชื่อให้ครบถ้วน โดยเฉพาะข้อมูลรายได้ และภาระหนี้

4.2 การพิจารณาสินเชื่อ (Credit Scoring)

ขั้นตอนที่เจ้าหน้าที่จะวิเคราะห์ความสามารถในการชำระหนี้ของผู้ยื่นกู้ ซึ่งมักใช้หลายปัจจัยร่วมในการพิจารณา โดยปกติจะมีรายการหลัก ดังนั้น

ปัจจัย รายละเอียดที่ธนาคารพิจารณา
รายได้ ความสม่ำเสมอของ แหล่งที่มา และความเพียงพอต่อการผ่อนชำระ
ภาระหนี้ DSR (Debt Service Ratio) ไม่ควรเกิน 40% ของรายได้
ประวัติเครดิต การชำระหนี้ย้อนหลัง 2–3 ปี จากเครดิตบูโร (NCB)
หลักประกัน ราคาประเมินและสภาพของอสังหาริมทรัพย์
อายุผู้กู้ อายุ + ระยะเวลากู้ต้องไม่เกิน 65–70 ปี (ขึ้นอยู่กับกรณี ไม่ตายตัว)

4.3 การประเมินราคาหลักประกัน

หลังจากผ่านขั้นตอน Credit Approval ธนาคารจะส่งผู้ประเมินราคาอิสระมาตรวจสอบทรัพย์สิน โดยใช้เวลา 3–7 วันทำการ โดยประมาณ วงเงินกู้จริงจะอิงจากราคาประเมินของธนาคาร ไม่ใช่ราคาตลาด

ข้อควรรู้: หากราคาประเมินต่ำกว่าราคาซื้อขาย ผู้กู้ควรต้องเตรียมเงินดาวน์เพิ่มขึ้น

4.4 อนุมัติและนัดโอน

เมื่อธนาคารอนุมัติสินเชื่อแล้ว จะออกหนังสืออนุมัติ (Letter of Offer) ซึ่งระบุเงื่อนไขต่าง ๆ เช่น วงเงิน อัตราดอกเบี้ย และระยะเวลากู้ หลังจากลงนามยอมรับเงื่อนไข จะนัดวันโอนกรรมสิทธิ์ที่สำนักงานที่ดิน

ขั้นที่ 5: ทำความเข้าใจอัตราดอกเบี้ยสินเชื่อบ้าน

อัตราดอกเบี้ยสินเชื่อบ้านในไทยอ้างอิงกับอัตราดอกเบี้ยอ้างอิงของธนาคาร ซึ่งมีอยู่ 3 ประเภทหลัก:

ประเภท ชื่อเต็ม ใช้กับ
MLR Minimum Loan Rate สินเชื่อวงเงินกำหนดระยะเวลา (เช่น กู้ซื้อบ้าน)
MRR Minimum Retail Rate สินเชื่อรายย่อย เช่น สินเชื่อส่วนบุคคล
MOR Minimum Overdraft Rate วงเงินเบิกเกินบัญชี (OD)

สินเชื่อบ้านส่วนใหญ่จะระบุอัตราดอกเบี้ยในรูปแบบ MRR – X% เช่น MRR – 1.00% ซึ่งหมายความว่า อัตราดอกเบี้ยจะลอยตัวตาม MRR ของธนาคารนั้น ๆ

ควรเปรียบเทียบ MRR ของแต่ละธนาคาร เพราะแตกต่างกัน และส่งผลต่อค่างวดโดยตรง

เวลาพิจารณาสินเชื่อบ้าน ไม่ควรดูเพียงโปรโมชันดอกเบี้ยปีแรก แต่ควรดูโครงสร้างดอกเบี้ยหลังพ้นช่วงโปรโมชันด้วย เพราะค่างวดระยะยาวขึ้นกับอัตราอ้างอิงของแต่ละธนาคารโดยตรง

Checklist สิ่งที่ต้องเตรียมก่อนยื่นกู้บ้าน

สิ่งที่ต้องเตรียม เกณฑ์ที่ธนาคารต้องการ
ภาระหนี้รวมทุกประเภท ไม่เกิน 30–40% ของรายได้ต่อเดือน
เงินออมสำหรับดาวน์ อย่างน้อย 10% ของราคาบ้าน
การเคลื่อนไหวของบัญชี (Statement) สม่ำเสมอย้อนหลัง 6 เดือน
ประวัติการชำระหนี้ (เครดิตบูโร) ไม่มีประวัติค้างชำระย้อนหลัง 2 ปี
เอกสารส่วนตัวครบถ้วน บัตรประชาชน ทะเบียนบ้าน และเอกสารสมรส
เอกสารรายได้ตามอาชีพ สลิป/Statement/ทะเบียนธุรกิจ ครบตามประเภท
เอกสารหลักประกัน โฉนด สัญญาจะซื้อจะขาย และแผนที่
เงินค่าธรรมเนียมโอน/จดจำนอง ประมาณ 2–3% ของราคาประเมิน

7 ข้อที่ต้องทำก่อนยื่นกู้บ้าน

  • ประเมินความสามารถในการกู้ก่อนตัดสินใจ — รายได้ × 60 = วงเงินสูงสุดโดยประมาณ
  • เดินบัญชีให้สวยงามย้อนหลัง 6 เดือน — รายได้สม่ำเสมอ เงินคงเหลือในบัญชีตลอด
  • ชำระหนี้ให้ตรงเวลาทุกประเภท — ประวัติเครดิตบูโรสะอาด 2 ปีย้อนหลัง
  • ลดภาระหนี้รวมให้ต่ำกว่า 40% ของรายได้ — ปิดหนี้และยกเลิกบัตรที่ไม่จำเป็น
  • เตรียมเงินดาวน์อย่างน้อย 10–20% ของราคาบ้าน — พร้อมค่าธรรมเนียมโอนและจดจำนอง
  • เตรียมเอกสารครบทุกชุดตามอาชีพและประเภทธนาคาร — สำเนา 2 ชุดพร้อมต้นฉบับ
  • ยื่นกู้ 2–3 ธนาคารพร้อมกัน — เพื่อเปรียบเทียบเงื่อนไขและเพิ่มโอกาสผ่านการอนุมัติ

การเตรียมพร้อมอย่างรอบด้านตั้งแต่ต้นจะช่วยลดเวลา ลดความเครียด และเพิ่มโอกาสให้คุณได้บ้านในฝันในปี 2026 อย่างราบรื่น

วางแผนเรื่องบ้าน ด้วยการเลือกบ้านในทำเลที่ถูกใจ

หากกำลังมองหาบ้านหรือทาวน์โฮมในกรุงเทพฯ และปริมณฑล การเตรียมตัวเรื่อง "บ้าน" ให้พร้อมตั้งแต่ต้น จะช่วยให้ได้อยู่บ้านที่ถูกใจในทำเลที่สบายใจในการใช้ชีวิตไปทุกวัน

Live your journey with PEACE of mind. ใช้ชีวิตอย่างสบายใจไปกับพีซแอนด์ลีฟวิ่ง

คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับการกู้ซื้อบ้านในกรุงเทพฯ และปริมณฑล

ระยะกู้สูงสุดโดยทั่วไปคือ 30 ปี ยิ่งกู้นาน ค่างวดรายเดือนยิ่งต่ำ แต่ดอกเบี้ยรวมตลอดสัญญาสูงขึ้น แนะนำให้กู้ในระยะที่ค่างวดไม่เกิน 30–35% ของรายได้สุทธิ

ได้ การกู้ร่วม (Co-borrower) ช่วยเพิ่มวงเงินได้ โดยธนาคารจะนำรายได้ของผู้กู้ร่วมมารวมคำนวณ แต่ผู้กู้ร่วมต้องมีประวัติเครดิตดีเช่นกัน และมีชื่อในโฉนดด้วย

ควรถามเหตุผลจากธนาคารก่อน จากนั้นแก้ไขจุดที่เป็นปัญหา เช่น ปิดหนี้เพิ่ม หรือเพิ่มหลักฐานรายได้ แล้วยื่นกับธนาคารอื่น การยื่นหลายแห่งพร้อมกันในช่วงเวลาสั้นภายใน 30 วัน จะกระทบเครดิตบูโรน้อยกว่าการยื่นแยกกันหลายครั้ง

สำหรับที่อยู่อาศัยหลังแรกราคาต่ำกว่า 10 ล้านบาท ธนาคารมักปล่อยกู้ได้สูงสุดประมาณ 90% ทำให้ควรเตรียมเงินดาวน์อย่างน้อย 10% ทั้งนี้เงื่อนไขจริงขึ้นอยู่กับเกณฑ์ของแต่ละธนาคารและหลักเกณฑ์ที่ใช้อยู่ในช่วงเวลานั้น

Statement เป็นหลักฐานที่ธนาคารใช้ดูความสม่ำเสมอของรายได้ สภาพคล่องทางการเงิน และพฤติกรรมการใช้บัญชี โดยทั่วไปควรเตรียมย้อนหลังอย่างน้อย 6 เดือน และหลีกเลี่ยงการมีรายการผิดปกติก่อนยื่นกู้

คัดลอกลิงก์แล้ว!