การขอสินเชื่อเพื่อซื้อที่อยู่อาศัย โดยเฉลี่ยใช้เวลา 30–90 วัน นับจากวันยื่นเอกสารจนถึงวันโอน ขึ้นอยู่กับความพร้อมของเอกสาร ประเภทที่อยู่อาศัย และนโยบายของแต่ละสถาบันการเงิน โดยหัวใจสำคัญคือการเตรียม รายได้ เครดิตบูโร Statement เงินดาวน์ และ เอกสารตามอาชีพ ให้ครบก่อนยื่นจริง
- ควรเตรียมความพร้อมด้านการเงินล่วงหน้าอย่างน้อย 3–6 เดือน ก่อนยื่นกู้
- ระยะเวลาตั้งแต่ยื่นเอกสารจนถึงวันโอนโดยเฉลี่ยอยู่ที่ 30–90 วัน
- ธนาคารมักปล่อยกู้สูงสุดประมาณ 90% ของราคาประเมิน จึงควรเตรียมเงินดาวน์อย่างน้อย 10%
- ภาระหนี้รวมทุกประเภทควรอยู่ไม่เกิน 30–40% ของรายได้ต่อเดือน
- Statement บัญชีย้อนหลัง 6 เดือน เป็นเอกสารสำคัญมากในการพิจารณา
- เอกสารยื่นกู้แบ่งเป็น 3 กลุ่มหลัก ได้แก่ เอกสารส่วนตัว เอกสารรายได้ และ เอกสารหลักประกัน
- แนะนำให้ยื่นกู้กับธนาคาร 2–3 แห่งพร้อมกัน เพื่อเปรียบเทียบเงื่อนไขและเพิ่มโอกาสอนุมัติ
กระบวนการขอสินเชื่อบ้าน ตั้งแต่วันแรกจนถึงวันโอนกรรมสิทธิ์
การขอสินเชื่อเพื่อซื้อที่อยู่อาศัยมีขั้นตอนที่ชัดเจน โดยเฉลี่ยใช้เวลา 30–90 วัน นับจากวันยื่นเอกสารจนถึงวันโอน ขึ้นอยู่กับความพร้อมของเอกสาร ประเภทที่อยู่อาศัย และนโยบายของแต่ละสถาบันการเงิน
| ขั้นตอน | ระยะเวลาโดยประมาณ | ผู้ดำเนินการ |
|---|---|---|
| เตรียมตัวและวางแผนการเงิน | 1–3 เดือนก่อนยื่น | ผู้กู้ |
| เลือกอสังหาฯ และทำสัญญาจะซื้อจะขาย | 1–2 สัปดาห์ | ผู้กู้ + โครงการ/เจ้าของ |
| เตรียมและยื่นเอกสารกับธนาคาร | 1–3 วัน | ผู้กู้ |
| ธนาคารพิจารณาสินเชื่อ (Credit Approval) | 7–15 วันทำการ | ธนาคาร |
| ธนาคารประเมินราคาหลักประกัน | 3–7 วันทำการ | ธนาคาร |
| อนุมัติสินเชื่อและแจ้งผล | 1–3 วันทำการ | ธนาคาร |
| จัดทำนิติกรรม/โอนกรรมสิทธิ์ที่สำนักงานที่ดิน | นัดหมาย 1 วัน | ผู้กู้ + ธนาคาร + ผู้ขาย |
หากมองในภาพรวมของผู้ซื้อบ้านในกรุงเทพฯ และปริมณฑล ขั้นตอนที่ทำให้กระบวนการช้าลงมากที่สุดมักไม่ใช่ตอนยื่นกู้ แต่เป็นช่วงก่อนยื่นจริง เช่น เอกสารไม่ครบ Statement ไม่สม่ำเสมอ หรือประเมินภาระหนี้ไม่รอบด้าน ดังนั้นการเตรียมตัวล่วงหน้าอย่างเป็นระบบจึงช่วยให้วันยื่นจริงเดินเรื่องได้ง่ายขึ้นมาก
ขั้นที่ 1: เตรียมตัวก่อนยื่นขอสินเชื่อ ต้องทำอะไรบ้าง?
ก่อนที่จะยื่นขอสินเชื่อกับธนาคาร (ไม่ว่าเจ้าไหน) ควรเตรียมความพร้อมด้านการเงินล่วงหน้าอย่างน้อย 3–6 เดือน เพื่อเพิ่มโอกาสผ่านการอนุมัติ และได้รับวงเงินที่ต้องการ
1.1 ประเมินความสามารถในการกู้
ธนาคารจะคำนวณวงเงินกู้สูงสุดจากรายได้สุทธิของผู้กู้ โดยมีสูตรประมาณการเบื้องต้น ดังนี้
รายได้ต่อเดือน × 60 = วงเงินกู้สูงสุดโดยประมาณ (กรณีไม่มีภาระหนี้)
ตัวอย่าง:
รายได้ 40,000 บาท/เดือน → กู้ได้สูงสุดประมาณ 2,400,000 บาท — ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับนโยบายของแต่ละธนาคารและภาระหนี้ที่มีอยู่
1.2 จัดการประวัติทางการเงินและเครดิตบูโร
ธนาคารทุกแห่งจะดึงข้อมูลเครดิตบูโร (NCB) เพื่อตรวจสอบประวัติการชำระหนี้ย้อนหลัง 2–3 ปี
สิ่งที่ต้องดำเนินการล่วงหน้า:
- ชำระหนี้ทุกประเภทให้ตรงเวลา ห้ามค้างชำระแม้แต่เดือนเดียว
- ปิดหนี้บัตรเครดิต/สินเชื่อส่วนบุคคลที่ไม่จำเป็นก่อนยื่นกู้อย่างน้อย 3–6 เดือน
- ยกเลิกบัตรเครดิตใบที่ไม่ได้ใช้ เพราะธนาคารนับวงเงินบัตรทุกใบเป็นภาระหนี้ที่อาจเกิดขึ้น
- รักษาภาระหนี้รวมทุกประเภทไม่ให้เกิน 30–40% ของรายได้ต่อเดือน
1.3 เดินบัญชีธนาคารให้ดูดี (Statement Grooming)
เอกสาร Statement บัญชีย้อนหลัง 6 เดือนคือหลักฐานสำคัญที่สุดอย่างหนึ่ง ธนาคารจะดู ซึ่งในคำว่า "ดู" ของธนาคารเอง หลายคนคงสงสัยว่าดูอะไร?
- รายได้เข้าบัญชีสม่ำเสมอทุกเดือน
- มียอดเงินคงเหลือในบัญชีอยู่เสมอ ไม่ถอนออกจนหมด
- ไม่มีรายการเช็คคืนหรือการค้างชำระ
Tips: เริ่มฝากเงินเดือนเข้าบัญชีเดิมให้สม่ำเสมอย้อนหลังอย่างน้อย 6 เดือน และหลีกเลี่ยงการโอนเงินก้อนใหญ่เข้า-ออก อย่างผิดปกติในช่วงก่อนขอสินเชื่อ
1.4 เตรียมเงินดาวน์และค่าใช้จ่ายอื่น ๆ
ธนาคารมักจะปล่อยกู้สูงสุด 90% ของราคาประเมิน (ขึ้นอยู่กับภาวะตลาด และบริบทของแต่ละกรณี) ดังนั้นควรสำรองเงินดาวน์อย่างน้อย 10% นอกจากนี้ยังมีค่าใช้จ่ายที่ต้องเตรียม ได้แก่
| รายการค่าใช้จ่าย | อัตราโดยประมาณ | หมายเหตุ |
|---|---|---|
| เงินดาวน์ | 10–20% ของราคาบ้าน | ขั้นต่ำตามเกณฑ์ธนาคาร |
| ค่าธรรมเนียมโอนกรรมสิทธิ์ | 2% ของราคาประเมิน | ชำระที่สำนักงานที่ดิน |
| ค่าจดจำนอง | 1% ของวงเงินกู้ | ชำระที่สำนักงานที่ดิน |
| ค่าอากรแสตมป์ (กรณีขาย) | 0.5% ของราคาขาย | กรณีถือครองน้อยกว่า 5 ปี |
| ค่าประกันอัคคีภัย | ขึ้นอยู่กับธนาคาร | บังคับตลอดอายุสัญญา |
| ค่าประเมินราคาหลักประกัน | 1,500–3,000 บาท | แล้วแต่ธนาคาร |
สำหรับผู้ที่กำลังมองหาบ้านในกรุงเทพฯ และปริมณฑล การเตรียมเงินดาวน์และค่าใช้จ่ายวันโอนล่วงหน้าเป็นเรื่องสำคัญมาก เพราะมูลค่ามักสูง (เงินก้อน) และหากราคาประเมินต่ำกว่าราคาซื้อขายจริง ผู้กู้อาจต้องเตรียมเงินส่วนต่างเพิ่มเอง ดังนั้นการวางแผนสภาพคล่องล่วงหน้า จึงควรทำควบคู่กับการมองหาบ้าน ทำเล หรือโครงการ ที่สนใจตั้งแต่ต้น
ขั้นที่ 2: เอกสารที่ต้องเตรียมยื่นกู้บ้าน ครบทุกประเภทผู้กู้
เอกสารแบ่งออกเป็น 3 กลุ่มหลัก ได้แก่ เอกสารส่วนตัว เอกสารแสดงรายได้ (แตกต่างตามอาชีพ) และเอกสารหลักประกัน
2.1 เอกสารส่วนตัว (ใช้ทุกธนาคาร ทุกอาชีพ)
- สำเนาบัตรประชาชน / บัตรข้าราชการ / หนังสือเดินทาง (ผู้กู้และคู่สมรส)
- สำเนาทะเบียนบ้าน (ทุกหน้า) ของผู้กู้และคู่สมรส
- สำเนาทะเบียนสมรส / ใบหย่า / ใบมรณะบัตร (ถ้ามี)
- สำเนาใบเปลี่ยนชื่อ-นามสกุล (ถ้ามี)
2.2 เอกสารแสดงรายได้: ผู้มีรายได้ประจำ (พนักงาน/ข้าราชการ)
- หนังสือรับรองเงินเดือน (ต้นฉบับ อายุไม่เกิน 3 เดือน)
- สลิปเงินเดือนย้อนหลัง 3–6 เดือน (ขึ้นอยู่กับธนาคาร)
- สำเนาบัญชีเงินเดือน (Statement) ย้อนหลัง 6 เดือน
- หนังสือหักภาษี ณ ที่จ่าย (50 ทวิ) — บางธนาคารอาจขอเพิ่มเติม
- สำหรับข้าราชการ: หนังสือรับรองแบบใช้สวัสดิการของหน่วยงาน (ถ้ากู้ผ่านสวัสดิการ)
2.3 เอกสารแสดงรายได้: เจ้าของธุรกิจ (กรณีจดทะเบียนนิติบุคคล)
- สำเนาหนังสือรับรองการจดทะเบียนบริษัท / ทะเบียนการค้า (ไม่เกิน 3 เดือน)
- บัญชีรายชื่อผู้ถือหุ้น (ฉบับล่าสุด)
- Statement บัญชีธุรกิจและบัญชีส่วนตัว ย้อนหลัง 6–12 เดือน
- สำเนาบัตรประจำตัวผู้เสียภาษี
- หลักฐานการเสียภาษี เช่น ภ.พ. 30 ย้อนหลัง 6–12 เดือน
- งบการเงินย้อนหลัง 2–3 ปี (บางธนาคารอาจขอ)
- รูปถ่ายกิจการ 4–5 ภาพพร้อมแผนที่ตั้งโดยสังเขป
กรณีกิจการไม่จดทะเบียน
- Statement บัญชีเงินฝาก ย้อนหลัง 12 เดือน
- บัญชีรายรับ-รายจ่าย ย้อนหลัง 6–12 เดือน
- บิลซื้อ-บิลขาย ย้อนหลัง 6 เดือน
- เอกสารยื่นภาษีประจำปี (ภงด.90) พร้อมใบเสร็จ
- สัญญาเช่าหรือโฉนดที่ดิน (กรณีเป็นเจ้าของสถานที่)
- รูปถ่ายกิจการ 4–5 ภาพพร้อมแผนที่
2.4 เอกสารแสดงรายได้: ผู้ประกอบอาชีพอิสระ (Freelance/วิชาชีพ)
- Statement บัญชีเงินฝาก ย้อนหลัง 6–12 เดือน
- ใบอนุญาตประกอบวิชาชีพ (แพทย์ / ทนาย / วิศวกร / สถาปนิก ฯลฯ)
- ใบเสร็จรับเงิน / ใบกำกับภาษี ย้อนหลัง 6 เดือน
- สัญญาจ้างงาน (ถ้ามี)
- หนังสือรับรองยอดรายได้จากลูกค้า (ถ้ามี)
- เอกสารภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา (ภงด.90/91) ย้อนหลัง 1–2 ปี
2.5 เอกสารหลักประกัน (ทุกประเภทอาชีพ)
- สำเนาโฉนดที่ดิน หรือหนังสือแสดงกรรมสิทธิ์ห้องชุด (อช.2)
- สำเนาสัญญาจะซื้อจะขาย หรือสัญญามัดจำ
- แผนที่แสดงทำเลที่ตั้งของหลักประกัน
- รูปถ่ายบ้าน / ห้องชุด / ทาวน์เฮ้าส์ ที่ต้องการซื้อ (บางธนาคาร)
- สำเนาสัญญาจ้างเหมาก่อสร้างและแบบแปลน (กรณีกู้สร้างบ้าน)
- ใบอนุญาตปลูกสร้าง (กรณีกู้สร้าง/ต่อเติมบ้าน)
การใช้เอกสารชุดเดียวอาจทำได้สำหรับบางธนาคาร แต่บางธนาคารมีเงื่อนไขที่ซับซ้อนกว่านั้น การเตรียมสำเนาไว้หลายชุดพร้อมต้นฉบับ และแยกแฟ้มตามหมวด ส่วนตัว / รายได้ / หลักประกัน จะช่วยลดความยุ่งยาก ลดความสับสน และทำให้ดำเนินการด้านเอกสารได้เร็วขึ้น
ขั้นที่ 3: เอกสารเพิ่มเติมเฉพาะของแต่ละธนาคาร (ที่ควรรู้)
แม้เอกสารพื้นฐานจะคล้ายคลึงกัน แต่แต่ละธนาคารก็มีข้อกำหนดเพิ่มเติมที่แตกต่างกัน ซึ่งโดยปกติมีรายการที่ต่างกัน ดังนี้
| ธนาคาร | จุดเด่น/ข้อเพิ่มเติมที่ควรรู้ |
|---|---|
| ธอส. (GHB) | เน้นผู้มีรายได้ประจำ ขอ Statement 3–6 เดือน เจ้าของกิจการขอย้อนหลัง 12 เดือน |
| ออมสิน | เจ้าของธุรกิจต้องมีงบการเงินย้อนหลัง 3 ปี |
| กสิกรไทย (KBank) | พนักงานประจำใช้ Statement ย้อนหลังเพียง 3 เดือนได้ กรณีรายได้ไม่สม่ำเสมอขอ 6 เดือน |
| ไทยพาณิชย์ (SCB) | เจ้าของธุรกิจต้องมีหลักฐานภาษีย้อนหลัง 1 ปี (ภงด.) |
| กรุงไทย (KTB) | เน้นเอกสารหลักประกัน เช่น โฉนด สัญญาจะซื้อจะขาย และสัญญาก่อสร้าง |
| กรุงศรี (BAY) | อาชีพอิสระต้องมีใบเสร็จ/สัญญาจ้าง และแบบ ภพ.20 |
| กรุงเทพ (BBL) | เน้นต้นฉบับเอกสาร หนังสือรับรองเงินเดือนอายุไม่เกิน 3 เดือน เจ้าของธุรกิจต้องมีทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่ม |
| ทหารไทยธนชาต (TTB) | ต้องการสลิปเงินเดือนเดือนล่าสุดเพียง 1 ฉบับ (หรือหนังสือรับรองอายุไม่เกิน 2 เดือน) |
| ยูโอบี (UOB) | เจ้าของธุรกิจต้องเตรียมหนังสือบริคณห์สนธิเพิ่มเติม |
| อิสลาม (IBank) | เอกสารนิติบุคคลต้องรับรองโดยกระทรวงพาณิชย์ อายุไม่เกิน 2 เดือน |
หมายเหตุ: ควรติดตามและตรวจสอบข้อมูลจากธนาคารทุกครั้ง เพื่อประกอบการวางแผน ก่อนยื่นขอสินเชื่อ เนื่องจากเงื่อนไขอาจมีการเปลี่ยนแปลง
ขั้นที่ 4: กระบวนการยื่นขอสินเชื่อ และการพิจารณาสินเชื่อของธนาคาร
4.1 การยื่นเอกสาร
โดยปกติสามารถยื่นขอได้ทั้งที่สาขาธนาคาร ผ่านเจ้าหน้าที่ขายโครงการ (กรณีซื้อจากโครงการ) หรือผ่านช่องทางออนไลน์ของบางธนาคาร
ข้อแนะนำ:
- ควรนำต้นฉบับเอกสารทุกอย่างไปด้วย
- เตรียมสำเนาเอกสารอย่างน้อย 2 ชุด ลงนามรับรองสำเนาถูกต้องทุกหน้า
- กรอกแบบฟอร์มการขอสินเชื่อให้ครบถ้วน โดยเฉพาะข้อมูลรายได้ และภาระหนี้
4.2 การพิจารณาสินเชื่อ (Credit Scoring)
ขั้นตอนที่เจ้าหน้าที่จะวิเคราะห์ความสามารถในการชำระหนี้ของผู้ยื่นกู้ ซึ่งมักใช้หลายปัจจัยร่วมในการพิจารณา โดยปกติจะมีรายการหลัก ดังนั้น
| ปัจจัย | รายละเอียดที่ธนาคารพิจารณา |
|---|---|
| รายได้ | ความสม่ำเสมอของ แหล่งที่มา และความเพียงพอต่อการผ่อนชำระ |
| ภาระหนี้ | DSR (Debt Service Ratio) ไม่ควรเกิน 40% ของรายได้ |
| ประวัติเครดิต | การชำระหนี้ย้อนหลัง 2–3 ปี จากเครดิตบูโร (NCB) |
| หลักประกัน | ราคาประเมินและสภาพของอสังหาริมทรัพย์ |
| อายุผู้กู้ | อายุ + ระยะเวลากู้ต้องไม่เกิน 65–70 ปี (ขึ้นอยู่กับกรณี ไม่ตายตัว) |
4.3 การประเมินราคาหลักประกัน
หลังจากผ่านขั้นตอน Credit Approval ธนาคารจะส่งผู้ประเมินราคาอิสระมาตรวจสอบทรัพย์สิน โดยใช้เวลา 3–7 วันทำการ โดยประมาณ วงเงินกู้จริงจะอิงจากราคาประเมินของธนาคาร ไม่ใช่ราคาตลาด
ข้อควรรู้: หากราคาประเมินต่ำกว่าราคาซื้อขาย ผู้กู้ควรต้องเตรียมเงินดาวน์เพิ่มขึ้น
4.4 อนุมัติและนัดโอน
เมื่อธนาคารอนุมัติสินเชื่อแล้ว จะออกหนังสืออนุมัติ (Letter of Offer) ซึ่งระบุเงื่อนไขต่าง ๆ เช่น วงเงิน อัตราดอกเบี้ย และระยะเวลากู้ หลังจากลงนามยอมรับเงื่อนไข จะนัดวันโอนกรรมสิทธิ์ที่สำนักงานที่ดิน
ขั้นที่ 5: ทำความเข้าใจอัตราดอกเบี้ยสินเชื่อบ้าน
อัตราดอกเบี้ยสินเชื่อบ้านในไทยอ้างอิงกับอัตราดอกเบี้ยอ้างอิงของธนาคาร ซึ่งมีอยู่ 3 ประเภทหลัก:
| ประเภท | ชื่อเต็ม | ใช้กับ |
|---|---|---|
| MLR | Minimum Loan Rate | สินเชื่อวงเงินกำหนดระยะเวลา (เช่น กู้ซื้อบ้าน) |
| MRR | Minimum Retail Rate | สินเชื่อรายย่อย เช่น สินเชื่อส่วนบุคคล |
| MOR | Minimum Overdraft Rate | วงเงินเบิกเกินบัญชี (OD) |
สินเชื่อบ้านส่วนใหญ่จะระบุอัตราดอกเบี้ยในรูปแบบ MRR – X% เช่น MRR – 1.00% ซึ่งหมายความว่า อัตราดอกเบี้ยจะลอยตัวตาม MRR ของธนาคารนั้น ๆ
ควรเปรียบเทียบ MRR ของแต่ละธนาคาร เพราะแตกต่างกัน และส่งผลต่อค่างวดโดยตรง
เวลาพิจารณาสินเชื่อบ้าน ไม่ควรดูเพียงโปรโมชันดอกเบี้ยปีแรก แต่ควรดูโครงสร้างดอกเบี้ยหลังพ้นช่วงโปรโมชันด้วย เพราะค่างวดระยะยาวขึ้นกับอัตราอ้างอิงของแต่ละธนาคารโดยตรง
Checklist สิ่งที่ต้องเตรียมก่อนยื่นกู้บ้าน
| สิ่งที่ต้องเตรียม | เกณฑ์ที่ธนาคารต้องการ |
|---|---|
| ภาระหนี้รวมทุกประเภท | ไม่เกิน 30–40% ของรายได้ต่อเดือน |
| เงินออมสำหรับดาวน์ | อย่างน้อย 10% ของราคาบ้าน |
| การเคลื่อนไหวของบัญชี (Statement) | สม่ำเสมอย้อนหลัง 6 เดือน |
| ประวัติการชำระหนี้ (เครดิตบูโร) | ไม่มีประวัติค้างชำระย้อนหลัง 2 ปี |
| เอกสารส่วนตัวครบถ้วน | บัตรประชาชน ทะเบียนบ้าน และเอกสารสมรส |
| เอกสารรายได้ตามอาชีพ | สลิป/Statement/ทะเบียนธุรกิจ ครบตามประเภท |
| เอกสารหลักประกัน | โฉนด สัญญาจะซื้อจะขาย และแผนที่ |
| เงินค่าธรรมเนียมโอน/จดจำนอง | ประมาณ 2–3% ของราคาประเมิน |
7 ข้อที่ต้องทำก่อนยื่นกู้บ้าน
- ประเมินความสามารถในการกู้ก่อนตัดสินใจ — รายได้ × 60 = วงเงินสูงสุดโดยประมาณ
- เดินบัญชีให้สวยงามย้อนหลัง 6 เดือน — รายได้สม่ำเสมอ เงินคงเหลือในบัญชีตลอด
- ชำระหนี้ให้ตรงเวลาทุกประเภท — ประวัติเครดิตบูโรสะอาด 2 ปีย้อนหลัง
- ลดภาระหนี้รวมให้ต่ำกว่า 40% ของรายได้ — ปิดหนี้และยกเลิกบัตรที่ไม่จำเป็น
- เตรียมเงินดาวน์อย่างน้อย 10–20% ของราคาบ้าน — พร้อมค่าธรรมเนียมโอนและจดจำนอง
- เตรียมเอกสารครบทุกชุดตามอาชีพและประเภทธนาคาร — สำเนา 2 ชุดพร้อมต้นฉบับ
- ยื่นกู้ 2–3 ธนาคารพร้อมกัน — เพื่อเปรียบเทียบเงื่อนไขและเพิ่มโอกาสผ่านการอนุมัติ
การเตรียมพร้อมอย่างรอบด้านตั้งแต่ต้นจะช่วยลดเวลา ลดความเครียด และเพิ่มโอกาสให้คุณได้บ้านในฝันในปี 2026 อย่างราบรื่น
วางแผนเรื่องบ้าน ด้วยการเลือกบ้านในทำเลที่ถูกใจ
หากกำลังมองหาบ้านหรือทาวน์โฮมในกรุงเทพฯ และปริมณฑล การเตรียมตัวเรื่อง "บ้าน" ให้พร้อมตั้งแต่ต้น จะช่วยให้ได้อยู่บ้านที่ถูกใจในทำเลที่สบายใจในการใช้ชีวิตไปทุกวัน
คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับการกู้ซื้อบ้านในกรุงเทพฯ และปริมณฑล
ระยะกู้สูงสุดโดยทั่วไปคือ 30 ปี ยิ่งกู้นาน ค่างวดรายเดือนยิ่งต่ำ แต่ดอกเบี้ยรวมตลอดสัญญาสูงขึ้น แนะนำให้กู้ในระยะที่ค่างวดไม่เกิน 30–35% ของรายได้สุทธิ
ได้ การกู้ร่วม (Co-borrower) ช่วยเพิ่มวงเงินได้ โดยธนาคารจะนำรายได้ของผู้กู้ร่วมมารวมคำนวณ แต่ผู้กู้ร่วมต้องมีประวัติเครดิตดีเช่นกัน และมีชื่อในโฉนดด้วย
ควรถามเหตุผลจากธนาคารก่อน จากนั้นแก้ไขจุดที่เป็นปัญหา เช่น ปิดหนี้เพิ่ม หรือเพิ่มหลักฐานรายได้ แล้วยื่นกับธนาคารอื่น การยื่นหลายแห่งพร้อมกันในช่วงเวลาสั้นภายใน 30 วัน จะกระทบเครดิตบูโรน้อยกว่าการยื่นแยกกันหลายครั้ง
สำหรับที่อยู่อาศัยหลังแรกราคาต่ำกว่า 10 ล้านบาท ธนาคารมักปล่อยกู้ได้สูงสุดประมาณ 90% ทำให้ควรเตรียมเงินดาวน์อย่างน้อย 10% ทั้งนี้เงื่อนไขจริงขึ้นอยู่กับเกณฑ์ของแต่ละธนาคารและหลักเกณฑ์ที่ใช้อยู่ในช่วงเวลานั้น
Statement เป็นหลักฐานที่ธนาคารใช้ดูความสม่ำเสมอของรายได้ สภาพคล่องทางการเงิน และพฤติกรรมการใช้บัญชี โดยทั่วไปควรเตรียมย้อนหลังอย่างน้อย 6 เดือน และหลีกเลี่ยงการมีรายการผิดปกติก่อนยื่นกู้



