ในอดีต วิธีการที่เป็นที่รู้จักกันดีในการลดดอกเบี้ยก็คือ "การรีไฟแนนซ์" หรือการโอนหนี้ไปธนาคารใหม่ที่เสนออัตราดอกเบี้ยที่ต่ำกว่า แต่ปัจจุบันมีทางเลือกใหม่ที่น่าสนใจกว่าและสะดวกกว่า นั่นคือ "การรีเทนชั่น (Retention)" ที่ช่วยลดดอกเบี้ยได้โดยไม่ต้องย้ายธนาคาร ไม่ต้องเสียค่าใช้จ่ายมากมายในการโอนหนี้ และที่สำคัญสามารถดำเนินการได้รวดเร็วกว่ามาก
ความหมายของการรีเทนชั่น (Retention)
การรีเทนชั่น (Retention) คือกระบวนการเจรจาต่อรองกับธนาคารเดิมที่กู้อยู่ เพื่อขอปรับลดอัตราดอกเบี้ยให้ต่ำลง โดยไม่ต้องย้ายไปธนาคารอื่น เป็นเหมือนการ "รักษาลูกค้า" ของธนาคาร ที่ธนาคารยินดีจะปรับลดอัตราดอกเบี้ยให้เพื่อไม่ให้ลูกค้าโอนหนี้ไปที่อื่น
พูดง่าย ๆ ก็คือการบอกกับธนาคารตรง ๆ นั่นแหล่ะว่า “ดอกเบี้ยบ้านมันสูงไป ถ้าไม่ลดให้ จะย้ายไปผ่อนกับธนาคารอื่นแล้วนะ”
เหตุผลที่ธนาคารยอมลดดอกเบี้ยให้ผู้กู้เดิม
ต้นทุนในการหาลูกค้าใหม่สูงกว่าการรักษาลูกค้าเดิม
ทุกธนาคารต่างรู้ดีว่าการหาลูกค้าใหม่นั้นมีต้นทุนสูงมาก ต้องใช้เวลา ใช้งบประมาณ ไม่ว่าจะเป็นการใช้ในการโฆษณา การตลาด และโปรโมชั่นต่างๆ เพื่อดึงดูดลูกค้า ในขณะที่การรักษาลูกค้าเดิมไว้นั้นคุ้มค่ากว่ามาก ธนาคารจึงยินดีลดดอกเบี้ยลงบ้าง เพื่อไม่ให้ลูกค้าโอนหนี้ไปยัธนาคารอื่น
การแข่งขันในตลาดสินเชื่อที่อยู่อาศัย
ตลาดสินเชื่อบ้านในประเทศไทยมีการแข่งขันสูง (สูงมากในบางประเภทที่อยู่อาศัย) ธนาคารต่างๆ จึงมักเสนออัตราดอกเบี้ย และโปรโมชั่นที่น่าสนใจเพื่อดึงดูดลูกค้า หากธนาคารเดิมไม่ยอมปรับลดดอกเบี้ยให้ลูกค้าที่กู้อยู่แล้ว ลูกค้าเหล่านั้นก็พร้อมที่จะย้ายไปธนาคารอื่นที่เสนอเงื่อนไขที่ดีกว่า
ลูกค้าที่มีประวัติการชำระหนี้ที่ดี
สำหรับลูกค้าที่ผ่อนบ้านมาได้ระยะหนึ่งและมีประวัติการชำระหนี้ที่ดี ไม่เคยผิดนัดชำระ ธนาคารมักจะมองว่าเป็นลูกค้าคุณภาพดี มีความเสี่ยงต่ำในการเกิดหนี้สูญ จึงมักจะให้สิทธิพิเศษในการปรับลดอัตราดอกเบี้ยเพื่อรักษาลูกค้าที่ดีเหล่านี้ไว้
ข้อดีของการรีเทนชั่น (Retention) ที่คุณควรรู้
1. ช่วยลดค่าใช้จ่ายในการทำธุรกรรม
ในการทำธุรกรรมเกี่ยวกับบ้านและที่อยู่อาศัยนั้น มักจะมีค่าใช้จ่ายแอบแฝงอยู่หลายรายการแต่ละรายการนั้นก็เรียกได้ว่าเป็นเงินก้อนโตเลยทีเดียว ซึ่งจะขอยกตัวอย่างง่ายๆ จากการรีไฟแนนซ์ อีกหนึ่งธุรกรรมยอดฮิตเรื่องบ้าน
ค่าใช้จ่ายของการรีไฟแนนซ์ ประกอบด้วย
• ค่าธรรมเนียมปิดบัญชีก่อนกำหนดของธนาคารเดิม (ประมาณ 1-3% ของยอดหนี้คงเหลือ)
• ค่าธรรมเนียมการจดจำนองใหม่ (1% ของวงเงินกู้)
• ค่าประเมินราคาหลักทรัพย์ (5,000-15,000 บาท)
• ค่าอากรแสตมป์
• ค่าใช้จ่ายอื่นๆ
รวมแล้วค่าใช้จ่ายในการรีไฟแนนซ์อาจสูงถึง 50,000-150,000 บาท หรือมากกว่านั้น ขึ้นอยู่กับวงเงินกู้ของคุณ แต่สำหรับการรีเทนชั่น อาจไม่ต้องเสียค่าใช้จ่ายเลย หรือเสียเพียงเล็กน้อยเท่านั้น ซึ่งทำให้สามารถประหยัดเงินไปได้มากจากการทำธุรกรรมในครั้งนี้
2. ขั้นตอนง่ายสะดวกและรวดเร็ว
การรีเทนชั่นไม่ต้องผ่านกระบวนการอนุมัติสินเชื่อใหม่ทั้งหมดเหมือนรีไฟแนนซ์ ไม่ต้องเตรียมเอกสารมากมายหลายรายการ ไม่ต้องตีราคาหลักทรัพย์ใหม่ และไม่ต้องรอการอนุมัติที่ใช้เวลานาน (ไม่ตรวจเสียเวลาในการตรวจเอกสารใหม่ทั้งหมด) ซึ่งโดยทั่วไปใช้เวลาเพียง 1-4 สัปดาห์ โดยประมาณ ในขณะที่รีไฟแนนซ์อาจใช้เวลา 1-2 เดือนหรือมากกว่า
3. ไม่ต้องเปลี่ยนหมายเลขบัญชี
เมื่อทำธุรกรรมกับธนาคารเดิม หมายเลขบัญชีสินเชื่อก็จะยังคงเป็นเลขเดิม ทำให้ไม่ต้องแจ้งเปลี่ยนแปลงหมายเลขบัญชีกับนายจ้างสำหรับการหักเงินเดือนอัตโนมัติ หรือกับบริษัทประกันที่จำนองกรมธรรม์ไว้ ทั้งนี้รวมไปถึงการผูกมัดต่างๆ กับเลขธุรกรรมชุดนี้ทั้งหมด
4. สิทธิประโยชน์เพื่มเติมจากธนาคารเดิม
อีกหนึ่งแรงจูงใจในการรักษาลูกค้าเดิมก็คงจะหนีไม่พ้นสิทธิประโยนช์ต่าง ๆ ที่จะได้รับเพิ่มเติม ไม่ว่าจะเป็น โปรโมชั่นบัตรเครดิต บัญชีเงินฝากที่มีอัตราดอกเบี้ยพิเศษ หรือสถานะลูกค้า VIP ซึ่งธนาคารอาจเสนอสิทธิพิเศษอื่นๆ นอกเหนือจากตัวอย่างข้างต้นอีกก็เป็นได้
5. ความยืดหยุ่นในการเจรจา
จากการเป็นลูกค้าเดิมที่มีประวัติการชำระหนี้ที่ดีกับธนาคาร ทำให้มีโอกาสเจรจาต่อรองเงื่อยไขต่างๆ กับธนาคารได้ บางกรณีธนาคารอาจยอมลดดอกเบี้ยให้มากกว่าที่คิด หรืออาจเสนอสิทธิพิเศษอื่นๆ เพิ่มเติมเข้าไปในเงื่อนไขสัญญาอีกด้วย
ใครเหมาะกับการรีเทนชั่น (Retention)
ผู้กู้ที่มีประวัติการชำระหนี้ดี
ผู้กู้ที่มีประวัติการจัดการหนี้สินอย่างมีความรับผิดชอบและสม่ำเสมอ ซึ่งแสดงให้เห็นถึงความน่าเชื่อถือทางเครดิต โดยมีลักษณะสำคัญได้แก่
• การจ่ายค่างวดสินเชื่อครบถ้วนตามกำหนดเวลาที่ตกลงไว้ในสัญญา ไม่เคยล่าช้า หรือหากล่าช้าก็เพียงเล็กน้อยและไม่บ่อยครั้ง
• ไม่มียอดหนี้ที่ค้างจ่ายเป็นเวลานานจนถูกจัดชั้นเป็นหนี้เสีย (NPL - Non-Performing Loan)
• มีประวัติการใช้สินเชื่อและปิดบัญชีอย่างเรียบร้อยในอดีต
ประวัติการชำระหนี้ที่ดีจะถูกบันทึกไว้ใน รายงานข้อมูลเครดิต (เครดิตบูโร) ซึ่งเป็นข้อมูลสำคัญที่สถาบันการเงินใช้ในการพิจารณาอนุมัติสินเชื่อในอนาคต หากมีประวัติดี ธนาคารหรือผู้ให้กู้จะมีความมั่นใจมากขึ้นว่าจะสามารถชำระคืนเงินกู้ได้ตามกำหนด และมีแนวโน้มที่จะได้รับการอนุมัติสินเชื่อได้ง่ายขึ้น รวมถึงอาจได้รับข้อเสนออัตราดอกเบี้ยที่ดีกว่าผู้ที่มีประวัติการชำระหนี้ที่ไม่ดี
ผู้กู้ที่ผ่อนชำระมาแล้วอย่างน้อย 2-3 ปี
โดยทั่วไปแล้ว หากเพิ่งกู้บ้านมาได้ไม่นาน ธนาคารอาจไม่ยอมปรับลดดอกเบี้ยให้ เพราะยังไม่มีข้อมูลเพียงพอในการประเมินความน่าเชื่อถือ แต่หากมีประวัติการผ่อนชำระมาแล้วอย่างน้อย 1-2 ปีขึ้นไป ธนาคารก็จะมีข้อมูลเพียงพอในการประเมิณความสามารถในการผ่อนชำระของเรา มีโอกาสในการได้รับการปรับลดดอกเบี้ยจะสูงขึ้นมาก ซึ่งโดยทั่วไปมักจะสามารถรีเทนชั่นได้หลังจากผ่อนชำระไปแล้วอย่างน้อย 3 ปี (มักจะถูกระบุระยะเวลาลงในสัญญา โปรดตรวจสอบระยะเวลาขั้นต่ำในการผ่อนชำระในเงื่อนไขสัญญาอีกครั้ง)
ผู้กู้ที่มีรายได้เพิ่มขึ้น
หากรายได้ของผู้กู้เพิ่มขึ้นมากกว่าตอนที่กู้ หรือมีฐานะทางการเงินที่ดีขึ้น ธนาคารอาจมองว่ามีความสามารถในการชำระหนี้ของผู้กู้สูงขึ้น และอาจพิจารณาให้สิทธิพิเศษในการปรับลดอัตราดอกเบี้ย หรือปรับสัดส่วนในการผ่อนชำระ โดยมองจากประวัติการชำระหนี้ตามคุณลักษณธของผู้กู้ที่มีประวัติการชำระหนี้ดีเป็นหลัก
ข้อควรระวังและข้อจำกัดของการรีเทนชั่น
1. ธนาคารไม่ได้ต้องลดดอกเบี้ยให้เสมอไป
การรีเทนชั่นไม่ได้รับประกันว่าจะต้องได้รับการปรับลดอัตราดอกเบี้ยลงเสมอไป ซึ่งหากว่าธนาคารมองว่าเงื่อนไขหรือสิทธิพิเศษใดเหมาะสมกับเงื่อนไขสัญญาของผู้กู้มากกว่าการปรับลดอัตราดอกเบี้ย ธนาคารมีสิทธิ์ปฏิเสธคำขอได้ โดยเฉพาะหากคุณไม่มีอำนาจต่อรองที่เพียงพอ เช่น ประวัติการชำระหนี้ไม่ดี หรือยังมีประวัติการชำระหนี้ไม่พอที่จะพิจารณา ฯลฯ
2. อาจได้รับอัตราดอกเบี้ยที่สูงกว่าการรีไฟแนนซ์
บางครั้งการรีไฟแนนซ์ไปธนาคารใหม่อาจได้อัตราดอกเบี้ยที่ต่ำกว่าการรีเทนชั่น เนื่องจากธนาคารใหม่อาจมีโปรโมชั่นพิเศษสำหรับลูกค้าใหม่ ซึ่งควรเปรียบเทียบระหว่างการรีเทนชั่นกับการรีไฟแนนซ์อย่างละเอียด โดยคำนวณรวมค่าใช้จ่ายทั้งหมดก่อนตัดสินใจ
3. เงื่อนไขผูกมัดใหม่
บางธนาคารอาจให้อัตราดอกเบี้ยพิเศษ แต่อาจมาพร้อมกับเงื่อนไขผูกมัดใหม่ๆ ซึ่งเงื่อนไขมักจะแตกต่างกันไปในผู้กู้แต่ละราย ดังนั้นก่อยยื่นขอรีเทนชั่นอาจต้องคำนึงและเข้าใจถึงเรื่องนี้ด้วย
4. อัตราดอกเบี้ยถูกปรับลดเฉพาะช่วงโปรโมชั่น
บางธนาคารอาจเสนออัตราดอกเบี้ยที่ถูกปรับลดลงเฉพาะช่วงเวลาโปรโมชัน โดยอาจปรับลดลงเป็นระยะเวลา 1-3 ปี ก่อนที่จะถูกปรับใหม่อีกครั้งในอัตราดอกเบี้ยที่สูงกว่าเดิม ดังนั้นควรตรวจสอบเงื่อนไขและระยะเวลาของเงื่อนไขให้ดี ซึ่งควรมองถึงภาพรวมของผลประโยชน์โดยรวมในระยะยาวด้วย
5. ใช้เวลาและความพยายามในการเจรจาต่อรอง
การเจรจาในการขอรีเทนชั่นต้องใช้เวลาและความพยายามในการติดตาม โทรศัพท์ ประสานงาน และเตรียมเอกสาร ซึ่งหากไม่มีเวลาหรือความอดทน กระบวนการนี้อาจทำให้มองเป็นเรื่องยุ่งยาก เสียเวลา เสียอารมณ์ หรือหากในท้ายที่สุด ได้รับอัตราดอกเบี้ยใหม่ในระดับที่ไม่พึงพอใจ อาจทำให้เสียความรู้สึกได้อีกด้วย
เครื่องมือและแหล่งข้อมูลที่น่าสนใจ
1. เว็บไซต์เปรียบเทียบอัตราดอกเบี้ย
มีเว็บไซต์หลายแห่งที่รวบรวมข้อมูลอัตราดอกเบี้ยสินเชื่อบ้านของทุกธนาคาร ช่วยให้เปรียบเทียบข้อเสนอเงื่อนไขได้ง่ายมากขึ้น ได้ว่าจะเป็น
• เว็บไซต์ธนาคารแห่งประเทศไทย
• เว็บไซต์ผู้ให้บริการสินเชื่อต่างๆ
• เว็บไซต์ของธนาคารแต่ละแห่ง
2. เครื่องมือคำนวณการผ่อนบ้าน
โปรแกรมคำนวณสินเชื่อเบื้องต้น ที่ช่วยให้สามารถเห็นภาพรวมของวงเงินกู้และค่างวดผ่อนชำระต่อเดือน เพื่อให้วางแผนได้อย่างมั่นใจและสบายใจมากยิ่งขึ้น
ลองใช้เครื่องมือคำนวณเงินกู้ ฟรี! ได้ที่ Mortgage Calculator
3. ที่ปรึกษาทางการเงินอิสระ
หากไม่มั่นใจว่าควรเลือกทำธุรกรรมอะไรระหว่างการรีเทนชั่นหรือการรีไฟแนนซ์ หรืออาจไม่มั่นใจในเงื่อนไขโปรโมชันที่ได้รับมาว่าเป็นตัวเลือกที่ดีหรือยัง อีกหนึ่งทางออกที่ดีเลยก็คือ การรับคำปรึกษาจากที่ปรึกษาทางการเงิน ซึ่งช่วยให้ตัดสินใจได้ดีขึ้น
การรีเทนชั่นทางเลือกที่คุ้มค่าสำหรับผู้ผ่อนบ้าน
การรีเทนชั่น (Retention) วิธีการช่วยลดภาระค่าผ่อนชำระบ้านโดยไม่ต้องเชิญกับความยุ่งยากของธุรกรรม ค่าใช้จ่ายแฝงก้อนใหญ่ ด้วยขึ้นตอนที่ง่ายกว่า ใช้เวลาในการพิจารณาสั้นกว่า ดังนั้น การรีเทนชันจึงควรเป้นทางเลือกแกรๆ ที่ควรพิจารณาเมื่อต้องการได้รับการปรับลดอัตราดอกเบี้ยของสินเชื่อบ้าน
หากกำลังผ่อนบ้านอยู่และรู้สึกว่าอัตราดอกเบี้ยที่จ่ายอยู่นั้นสูงเกินไป อย่ารอช้า เริ่มต้นเตรียมข้อมูลและติดต่อธนาคารเพื่อสอบถามเกี่ยวกับการรีเทนชั่น เพราะเงินที่ประหยัดได้นั้นอาจมากกว่าที่คิด และสามารถนำไปใช้จ่ายในเรื่องที่สำคัญอื่นๆ ของชีวิตได้ การลดดอกเบี้ยเพียง 0.5-1% อาจดูเป็นตัวเลขเล็กน้อย แต่เมื่อคำนวณในระยะเวลา 15-20 ปีที่เหลืออยู่ของสินเชื่อ จำนวนเงินที่ประหยัดได้อาจถึงหลักแสนบาทเลยทีเดียว นี่คือเงินจริงที่สามารถนำไปออมหรือลงทุนเพื่ออนาคตที่ดีกว่าได้
เพราะ “บ้าน” ไม่ใช่แค่ที่อยู่อาศัย… แต่คือพื้นที่แห่งความสบายใจ ที่เราใช้พักใจ เอนกายได้อย่างไร้ความกังวล
บ้านที่ดีไม่ได้วัดกันที่ตารางเมตร แต่วัดที่ “ความสบายใจ” ที่ทุกคนได้อยู่ร่วมกัน
#wherePEACEat #ทาวน์โฮม #ทาวน์เฮ้าส์ #บ้านแฝด #บ้านเดี่ยว #บ้านใกล้รถไฟฟ้า #ทาวน์โฮมใกล้รถไฟฟ้า #PEACE30Years #PEACEandLIVING #findPEACEatHOME



