ให้เราช่วยค้นหา
คำค้นหาที่แนะนำ
คำค้นหาล่าสุด
Banner News and Blog | Peace & Living

รีเทนชั่น (Retention) คืออะไร? ทางเลือกการลดดอกเบี้ยบ้านกับธนาคารเดิม

บทความ
17 พ.ย. 68
|
ใช้เวลาอ่าน 2 นาที

รีเทนชั่น (Retention) คืออะไร? ทางเลือกการลดดอกเบี้ยบ้านกับธนาคารเดิม

สำหรับคนที่กำลังผ่อนบ้านอยู่ หลายคนคงเคยรู้สึกว่ายอดผ่อนแต่ละเดือนนั้นสูงไปสักหน่อย การลดดอกเบี้ยสินเชื่อบ้านจึงกลายเป็นเป้าหมายสำคัญของผู้กู้ทุกคน

ผ่อนบ้านถูกกว่าเดิมด้วย "การรีเทนชั่น" ดอกเบี้ยบ้านลด ไม่ต้องย้ายธนาคาร

ในอดีต วิธีการที่เป็นที่รู้จักกันดีในการลดดอกเบี้ยก็คือ "การรีไฟแนนซ์" หรือการโอนหนี้ไปธนาคารใหม่ที่เสนออัตราดอกเบี้ยที่ต่ำกว่า แต่ปัจจุบันมีทางเลือกใหม่ที่น่าสนใจกว่าและสะดวกกว่า นั่นคือ "การรีเทนชั่น (Retention)" ที่ช่วยลดดอกเบี้ยได้โดยไม่ต้องย้ายธนาคาร ไม่ต้องเสียค่าใช้จ่ายมากมายในการโอนหนี้ และที่สำคัญสามารถดำเนินการได้รวดเร็วกว่ามาก



ความหมายของการรีเทนชั่น (Retention)

การรีเทนชั่น (Retention) คือกระบวนการเจรจาต่อรองกับธนาคารเดิมที่กู้อยู่ เพื่อขอปรับลดอัตราดอกเบี้ยให้ต่ำลง โดยไม่ต้องย้ายไปธนาคารอื่น เป็นเหมือนการ "รักษาลูกค้า" ของธนาคาร ที่ธนาคารยินดีจะปรับลดอัตราดอกเบี้ยให้เพื่อไม่ให้ลูกค้าโอนหนี้ไปที่อื่น

พูดง่าย ๆ ก็คือการบอกกับธนาคารตรง ๆ นั่นแหล่ะว่า “ดอกเบี้ยบ้านมันสูงไป ถ้าไม่ลดให้ จะย้ายไปผ่อนกับธนาคารอื่นแล้วนะ”


เหตุผลที่ธนาคารยอมลดดอกเบี้ยให้ผู้กู้เดิม

ต้นทุนในการหาลูกค้าใหม่สูงกว่าการรักษาลูกค้าเดิม

ทุกธนาคารต่างรู้ดีว่าการหาลูกค้าใหม่นั้นมีต้นทุนสูงมาก ต้องใช้เวลา ใช้งบประมาณ ไม่ว่าจะเป็นการใช้ในการโฆษณา การตลาด และโปรโมชั่นต่างๆ เพื่อดึงดูดลูกค้า ในขณะที่การรักษาลูกค้าเดิมไว้นั้นคุ้มค่ากว่ามาก ธนาคารจึงยินดีลดดอกเบี้ยลงบ้าง เพื่อไม่ให้ลูกค้าโอนหนี้ไปยัธนาคารอื่น

การแข่งขันในตลาดสินเชื่อที่อยู่อาศัย

ตลาดสินเชื่อบ้านในประเทศไทยมีการแข่งขันสูง (สูงมากในบางประเภทที่อยู่อาศัย) ธนาคารต่างๆ จึงมักเสนออัตราดอกเบี้ย และโปรโมชั่นที่น่าสนใจเพื่อดึงดูดลูกค้า หากธนาคารเดิมไม่ยอมปรับลดดอกเบี้ยให้ลูกค้าที่กู้อยู่แล้ว ลูกค้าเหล่านั้นก็พร้อมที่จะย้ายไปธนาคารอื่นที่เสนอเงื่อนไขที่ดีกว่า

ลูกค้าที่มีประวัติการชำระหนี้ที่ดี

สำหรับลูกค้าที่ผ่อนบ้านมาได้ระยะหนึ่งและมีประวัติการชำระหนี้ที่ดี ไม่เคยผิดนัดชำระ ธนาคารมักจะมองว่าเป็นลูกค้าคุณภาพดี มีความเสี่ยงต่ำในการเกิดหนี้สูญ จึงมักจะให้สิทธิพิเศษในการปรับลดอัตราดอกเบี้ยเพื่อรักษาลูกค้าที่ดีเหล่านี้ไว้



ข้อดีของการรีเทนชั่น (Retention) ที่คุณควรรู้

1. ช่วยลดค่าใช้จ่ายในการทำธุรกรรม

ในการทำธุรกรรมเกี่ยวกับบ้านและที่อยู่อาศัยนั้น มักจะมีค่าใช้จ่ายแอบแฝงอยู่หลายรายการแต่ละรายการนั้นก็เรียกได้ว่าเป็นเงินก้อนโตเลยทีเดียว ซึ่งจะขอยกตัวอย่างง่ายๆ จากการรีไฟแนนซ์ อีกหนึ่งธุรกรรมยอดฮิตเรื่องบ้าน

ค่าใช้จ่ายของการรีไฟแนนซ์ ประกอบด้วย
• ค่าธรรมเนียมปิดบัญชีก่อนกำหนดของธนาคารเดิม (ประมาณ 1-3% ของยอดหนี้คงเหลือ)
• ค่าธรรมเนียมการจดจำนองใหม่ (1% ของวงเงินกู้)
• ค่าประเมินราคาหลักทรัพย์ (5,000-15,000 บาท)
• ค่าอากรแสตมป์
• ค่าใช้จ่ายอื่นๆ

รวมแล้วค่าใช้จ่ายในการรีไฟแนนซ์อาจสูงถึง 50,000-150,000 บาท หรือมากกว่านั้น ขึ้นอยู่กับวงเงินกู้ของคุณ แต่สำหรับการรีเทนชั่น อาจไม่ต้องเสียค่าใช้จ่ายเลย หรือเสียเพียงเล็กน้อยเท่านั้น ซึ่งทำให้สามารถประหยัดเงินไปได้มากจากการทำธุรกรรมในครั้งนี้


2. ขั้นตอนง่ายสะดวกและรวดเร็ว

การรีเทนชั่นไม่ต้องผ่านกระบวนการอนุมัติสินเชื่อใหม่ทั้งหมดเหมือนรีไฟแนนซ์ ไม่ต้องเตรียมเอกสารมากมายหลายรายการ ไม่ต้องตีราคาหลักทรัพย์ใหม่ และไม่ต้องรอการอนุมัติที่ใช้เวลานาน (ไม่ตรวจเสียเวลาในการตรวจเอกสารใหม่ทั้งหมด) ซึ่งโดยทั่วไปใช้เวลาเพียง 1-4 สัปดาห์ โดยประมาณ ในขณะที่รีไฟแนนซ์อาจใช้เวลา 1-2 เดือนหรือมากกว่า


3. ไม่ต้องเปลี่ยนหมายเลขบัญชี

เมื่อทำธุรกรรมกับธนาคารเดิม หมายเลขบัญชีสินเชื่อก็จะยังคงเป็นเลขเดิม ทำให้ไม่ต้องแจ้งเปลี่ยนแปลงหมายเลขบัญชีกับนายจ้างสำหรับการหักเงินเดือนอัตโนมัติ หรือกับบริษัทประกันที่จำนองกรมธรรม์ไว้ ทั้งนี้รวมไปถึงการผูกมัดต่างๆ กับเลขธุรกรรมชุดนี้ทั้งหมด


4. สิทธิประโยชน์เพื่มเติมจากธนาคารเดิม

อีกหนึ่งแรงจูงใจในการรักษาลูกค้าเดิมก็คงจะหนีไม่พ้นสิทธิประโยนช์ต่าง ๆ ที่จะได้รับเพิ่มเติม ไม่ว่าจะเป็น โปรโมชั่นบัตรเครดิต บัญชีเงินฝากที่มีอัตราดอกเบี้ยพิเศษ หรือสถานะลูกค้า VIP ซึ่งธนาคารอาจเสนอสิทธิพิเศษอื่นๆ นอกเหนือจากตัวอย่างข้างต้นอีกก็เป็นได้


5. ความยืดหยุ่นในการเจรจา

จากการเป็นลูกค้าเดิมที่มีประวัติการชำระหนี้ที่ดีกับธนาคาร ทำให้มีโอกาสเจรจาต่อรองเงื่อยไขต่างๆ กับธนาคารได้ บางกรณีธนาคารอาจยอมลดดอกเบี้ยให้มากกว่าที่คิด หรืออาจเสนอสิทธิพิเศษอื่นๆ เพิ่มเติมเข้าไปในเงื่อนไขสัญญาอีกด้วย



ใครเหมาะกับการรีเทนชั่น (Retention)

ผู้กู้ที่มีประวัติการชำระหนี้ดี

ผู้กู้ที่มีประวัติการจัดการหนี้สินอย่างมีความรับผิดชอบและสม่ำเสมอ ซึ่งแสดงให้เห็นถึงความน่าเชื่อถือทางเครดิต โดยมีลักษณะสำคัญได้แก่
• การจ่ายค่างวดสินเชื่อครบถ้วนตามกำหนดเวลาที่ตกลงไว้ในสัญญา ไม่เคยล่าช้า หรือหากล่าช้าก็เพียงเล็กน้อยและไม่บ่อยครั้ง
• ไม่มียอดหนี้ที่ค้างจ่ายเป็นเวลานานจนถูกจัดชั้นเป็นหนี้เสีย (NPL - Non-Performing Loan)
• มีประวัติการใช้สินเชื่อและปิดบัญชีอย่างเรียบร้อยในอดีต

ประวัติการชำระหนี้ที่ดีจะถูกบันทึกไว้ใน รายงานข้อมูลเครดิต (เครดิตบูโร) ซึ่งเป็นข้อมูลสำคัญที่สถาบันการเงินใช้ในการพิจารณาอนุมัติสินเชื่อในอนาคต หากมีประวัติดี ธนาคารหรือผู้ให้กู้จะมีความมั่นใจมากขึ้นว่าจะสามารถชำระคืนเงินกู้ได้ตามกำหนด และมีแนวโน้มที่จะได้รับการอนุมัติสินเชื่อได้ง่ายขึ้น รวมถึงอาจได้รับข้อเสนออัตราดอกเบี้ยที่ดีกว่าผู้ที่มีประวัติการชำระหนี้ที่ไม่ดี


ผู้กู้ที่ผ่อนชำระมาแล้วอย่างน้อย 2-3 ปี

โดยทั่วไปแล้ว หากเพิ่งกู้บ้านมาได้ไม่นาน ธนาคารอาจไม่ยอมปรับลดดอกเบี้ยให้ เพราะยังไม่มีข้อมูลเพียงพอในการประเมินความน่าเชื่อถือ แต่หากมีประวัติการผ่อนชำระมาแล้วอย่างน้อย 1-2 ปีขึ้นไป ธนาคารก็จะมีข้อมูลเพียงพอในการประเมิณความสามารถในการผ่อนชำระของเรา มีโอกาสในการได้รับการปรับลดดอกเบี้ยจะสูงขึ้นมาก ซึ่งโดยทั่วไปมักจะสามารถรีเทนชั่นได้หลังจากผ่อนชำระไปแล้วอย่างน้อย 3 ปี (มักจะถูกระบุระยะเวลาลงในสัญญา โปรดตรวจสอบระยะเวลาขั้นต่ำในการผ่อนชำระในเงื่อนไขสัญญาอีกครั้ง)


ผู้กู้ที่มีรายได้เพิ่มขึ้น

หากรายได้ของผู้กู้เพิ่มขึ้นมากกว่าตอนที่กู้ หรือมีฐานะทางการเงินที่ดีขึ้น ธนาคารอาจมองว่ามีความสามารถในการชำระหนี้ของผู้กู้สูงขึ้น และอาจพิจารณาให้สิทธิพิเศษในการปรับลดอัตราดอกเบี้ย หรือปรับสัดส่วนในการผ่อนชำระ โดยมองจากประวัติการชำระหนี้ตามคุณลักษณธของผู้กู้ที่มีประวัติการชำระหนี้ดีเป็นหลัก



ข้อควรระวังและข้อจำกัดของการรีเทนชั่น

1. ธนาคารไม่ได้ต้องลดดอกเบี้ยให้เสมอไป

การรีเทนชั่นไม่ได้รับประกันว่าจะต้องได้รับการปรับลดอัตราดอกเบี้ยลงเสมอไป ซึ่งหากว่าธนาคารมองว่าเงื่อนไขหรือสิทธิพิเศษใดเหมาะสมกับเงื่อนไขสัญญาของผู้กู้มากกว่าการปรับลดอัตราดอกเบี้ย ธนาคารมีสิทธิ์ปฏิเสธคำขอได้ โดยเฉพาะหากคุณไม่มีอำนาจต่อรองที่เพียงพอ เช่น ประวัติการชำระหนี้ไม่ดี หรือยังมีประวัติการชำระหนี้ไม่พอที่จะพิจารณา ฯลฯ

2. อาจได้รับอัตราดอกเบี้ยที่สูงกว่าการรีไฟแนนซ์

บางครั้งการรีไฟแนนซ์ไปธนาคารใหม่อาจได้อัตราดอกเบี้ยที่ต่ำกว่าการรีเทนชั่น เนื่องจากธนาคารใหม่อาจมีโปรโมชั่นพิเศษสำหรับลูกค้าใหม่ ซึ่งควรเปรียบเทียบระหว่างการรีเทนชั่นกับการรีไฟแนนซ์อย่างละเอียด โดยคำนวณรวมค่าใช้จ่ายทั้งหมดก่อนตัดสินใจ

3. เงื่อนไขผูกมัดใหม่

บางธนาคารอาจให้อัตราดอกเบี้ยพิเศษ แต่อาจมาพร้อมกับเงื่อนไขผูกมัดใหม่ๆ ซึ่งเงื่อนไขมักจะแตกต่างกันไปในผู้กู้แต่ละราย ดังนั้นก่อยยื่นขอรีเทนชั่นอาจต้องคำนึงและเข้าใจถึงเรื่องนี้ด้วย

4. อัตราดอกเบี้ยถูกปรับลดเฉพาะช่วงโปรโมชั่น

บางธนาคารอาจเสนออัตราดอกเบี้ยที่ถูกปรับลดลงเฉพาะช่วงเวลาโปรโมชัน โดยอาจปรับลดลงเป็นระยะเวลา 1-3 ปี ก่อนที่จะถูกปรับใหม่อีกครั้งในอัตราดอกเบี้ยที่สูงกว่าเดิม ดังนั้นควรตรวจสอบเงื่อนไขและระยะเวลาของเงื่อนไขให้ดี ซึ่งควรมองถึงภาพรวมของผลประโยชน์โดยรวมในระยะยาวด้วย

5. ใช้เวลาและความพยายามในการเจรจาต่อรอง

การเจรจาในการขอรีเทนชั่นต้องใช้เวลาและความพยายามในการติดตาม โทรศัพท์ ประสานงาน และเตรียมเอกสาร ซึ่งหากไม่มีเวลาหรือความอดทน กระบวนการนี้อาจทำให้มองเป็นเรื่องยุ่งยาก เสียเวลา เสียอารมณ์ หรือหากในท้ายที่สุด ได้รับอัตราดอกเบี้ยใหม่ในระดับที่ไม่พึงพอใจ อาจทำให้เสียความรู้สึกได้อีกด้วย



เครื่องมือและแหล่งข้อมูลที่น่าสนใจ

1. เว็บไซต์เปรียบเทียบอัตราดอกเบี้ย

มีเว็บไซต์หลายแห่งที่รวบรวมข้อมูลอัตราดอกเบี้ยสินเชื่อบ้านของทุกธนาคาร ช่วยให้เปรียบเทียบข้อเสนอเงื่อนไขได้ง่ายมากขึ้น ได้ว่าจะเป็น
• เว็บไซต์ธนาคารแห่งประเทศไทย
• เว็บไซต์ผู้ให้บริการสินเชื่อต่างๆ
• เว็บไซต์ของธนาคารแต่ละแห่ง


2. เครื่องมือคำนวณการผ่อนบ้าน

โปรแกรมคำนวณสินเชื่อเบื้องต้น ที่ช่วยให้สามารถเห็นภาพรวมของวงเงินกู้และค่างวดผ่อนชำระต่อเดือน เพื่อให้วางแผนได้อย่างมั่นใจและสบายใจมากยิ่งขึ้น

ลองใช้เครื่องมือคำนวณเงินกู้ ฟรี! ได้ที่  Mortgage Calculator


3. ที่ปรึกษาทางการเงินอิสระ

หากไม่มั่นใจว่าควรเลือกทำธุรกรรมอะไรระหว่างการรีเทนชั่นหรือการรีไฟแนนซ์ หรืออาจไม่มั่นใจในเงื่อนไขโปรโมชันที่ได้รับมาว่าเป็นตัวเลือกที่ดีหรือยัง อีกหนึ่งทางออกที่ดีเลยก็คือ การรับคำปรึกษาจากที่ปรึกษาทางการเงิน ซึ่งช่วยให้ตัดสินใจได้ดีขึ้น



การรีเทนชั่นทางเลือกที่คุ้มค่าสำหรับผู้ผ่อนบ้าน

การรีเทนชั่น (Retention) วิธีการช่วยลดภาระค่าผ่อนชำระบ้านโดยไม่ต้องเชิญกับความยุ่งยากของธุรกรรม ค่าใช้จ่ายแฝงก้อนใหญ่ ด้วยขึ้นตอนที่ง่ายกว่า ใช้เวลาในการพิจารณาสั้นกว่า ดังนั้น การรีเทนชันจึงควรเป้นทางเลือกแกรๆ ที่ควรพิจารณาเมื่อต้องการได้รับการปรับลดอัตราดอกเบี้ยของสินเชื่อบ้าน

หากกำลังผ่อนบ้านอยู่และรู้สึกว่าอัตราดอกเบี้ยที่จ่ายอยู่นั้นสูงเกินไป อย่ารอช้า เริ่มต้นเตรียมข้อมูลและติดต่อธนาคารเพื่อสอบถามเกี่ยวกับการรีเทนชั่น เพราะเงินที่ประหยัดได้นั้นอาจมากกว่าที่คิด และสามารถนำไปใช้จ่ายในเรื่องที่สำคัญอื่นๆ ของชีวิตได้ การลดดอกเบี้ยเพียง 0.5-1% อาจดูเป็นตัวเลขเล็กน้อย แต่เมื่อคำนวณในระยะเวลา 15-20 ปีที่เหลืออยู่ของสินเชื่อ จำนวนเงินที่ประหยัดได้อาจถึงหลักแสนบาทเลยทีเดียว นี่คือเงินจริงที่สามารถนำไปออมหรือลงทุนเพื่ออนาคตที่ดีกว่าได้


เพราะ “บ้าน” ไม่ใช่แค่ที่อยู่อาศัย… แต่คือพื้นที่แห่งความสบายใจ ที่เราใช้พักใจ เอนกายได้อย่างไร้ความกังวล

บ้านที่ดีไม่ได้วัดกันที่ตารางเมตร แต่วัดที่ “ความสบายใจ” ที่ทุกคนได้อยู่ร่วมกัน

#wherePEACEat #ทาวน์โฮม #ทาวน์เฮ้าส์ #บ้านแฝด #บ้านเดี่ยว #บ้านใกล้รถไฟฟ้า #ทาวน์โฮมใกล้รถไฟฟ้า #PEACE30Years #PEACEandLIVING #findPEACEatHOME



คำถามที่พบบ่อย (FAQ) เกี่ยวกับ การรีเทนชั่น (Retention)

ควรเปรียบเทียบผลประโยชน์ในระยะยาว ค่าใช้จ่ายรวมทั้งหมด หากเลือก Retention จะช่วยประหยัดค่าธรรมเนียมปิดบัญชี ค่าจดจำนองใหม่ และค่าประเมินหลักทรัพย์ แต่ถ้า Refinance ได้อัตราดอกเบี้ยที่ต่ำกว่ามากในระยะยาว อาจคุ้มค่ากว่า (ต้องคำนวณรวมค่าใช้จ่ายทั้งหมด) ไม่สามารถมีคำตอบตายตัวได้ควรพิจารณาจากเงื่อนไขสัญญาของแต่ละผู้กู้



ข้อเสียคือ ธนาคารไม่ได้การันตีว่าจะลดดอกเบี้ยให้เสมอไป และอัตราดอกเบี้ยที่ได้รับจากการ Retention อาจสูงกว่าโปรโมชั่นสำหรับลูกค้าใหม่ (Refinance) นอกจากนี้ อาจมีเงื่อนไขผูกมัดใหม่ที่ต้องตรวจสอบให้ละเอียด



การ Retention มีขั้นตอนที่ง่ายกว่า Refinance มาก โดยทั่วไปใช้เวลาประมาณ 1-4 สัปดาห์ และเอกสารที่ใช้หลัก ๆ คือ บัตรประชาชน สัญญาเดิม และเอกสารแสดงรายได้ล่าสุดเท่านั้น (ไม่จำเป็นต้องประเมินหลักทรัพย์ใหม่)



ลูกค้าที่มีประวัติการชำระหนี้ที่ดีเยี่ยม ไม่เคยผิดนัดชำระ และผ่อนชำระมาแล้วตามเงื่อนไขสัญญา (มักจะ 2-3 ปีขึ้นไป) ธนาคารจะมองว่าเป็นลูกค้าคุณภาพดี มีความเสี่ยงต่ำ จึงมีอำนาจต่อรองสูง



หากธนาคารเดิมปฏิเสธ หรือเสนออัตราดอกเบี้ยที่ไม่น่าพอใจ ควรใช้โอกาสนี้ในการเตรียมตัวและดำเนินการ Refinance ไปธนาคารอื่นที่ให้เงื่อนไขและโปรโมชั่นที่ดีกว่าได้ทันที



คัดลอกลิงก์แล้ว!