หัวใจสำคัญของบ้าน ห้องทำงานสำหรับ WFH / WFA
ห้องทำงานที่จัดวางเป็นสัดส่วน
บ้านที่เหมาะกับการ Work from Home ควรมีพื้นที่ทำงานที่แยกออกจากพื้นที่พักผ่อน แม้จะไม่ใช่ห้องแยกต่างหาก แต่ควรเป็นมุมทำงานที่ได้รับการออกแบบจัดวางอย่างเป็นสัดส่วน เพื่อช่วยให้สมองแยกโหมดการทำงานกับการพักผ่อนได้ อย่างในบ้านที่มี 2-3 ห้องนอนก็เป็นตัวเลือกที่น่าสนใจ เพราะเท่ากับว่ามีห้องที่สามารถแบ่งพื้นที่เพื่อจัดสรรเป็นห้องหรือมุมทำงานได้ อีกทั้งยังได้ความเงียบและเย็น ที่เป็นพื้นฐานของการเป็นห้องนอน หรือจะปรับให้เป็นห้องทำงานเต็มรูปแบบก็ได้เช่นกัน
แสงสว่างธรรมชาติและการระบายอากาศ
หนึ่งในองค์ประกอบของห้องทำงานที่ดี ต้องมีหน้าต่างขนาดใหญ่รับแสงธรรมชาติ เพื่อช่วยลดความเหนื่อยล้าของสายตาและเพิ่มพลังงานในการทำงาน (แสงธรรมชาติจึงยังคงเป็นแหล่งพลังงานที่ช่วยถนอมสายตาและส่งเสริมสมาธิในการทำงานได้ดีกว่าแสงไฟทั่วไป) การระบายอากาศที่ดี ช่วยป้องกันอากาศอับชื้น ลดโอกาสเจ็บป่วยจากการอุดอู้อยู่ในห้องปิดตลอดวัน อีกทั้งหากมีหน้าต่างที่คอยรับลมตลอดวัน จะคอยช่วยเติมเต็มพลังงานบวกให้กับเราอยู่เสมอ
พื้นที่จัดเก็บและการจัดระเบียบ
การทำงานที่บ้านจำเป็นต้องมีพื้นที่เพื่อจัดเก็บเอกสาร อุปกรณ์ IT ของใช้สำนักงาน ฯลฯ การเลือกเฟอร์นิเจอร์บิวท์อิน ไม่ว่าจะเป็นโต๊ะ ตู้ ลิ้นชัก จะช่วยให้ใช้พื้นที่ได้เต็มประสิทธิภาพ จัดระเบียบง่าย พื้นที่ใต้บันไดหรือห้องเก็บของก็ใช้เป็นห้องเก็บเอกสารและอุปกรณ์สำรองต่าง ๆ (แต่ต้องระวังเรื่องความชื้นและหมั่นตรวจเช็กอยู่เสมอ) สิ่งเหล่านี้จะช่วยให้พื้นที่ทำงานเป็นระเบียบ ไม่รกรุงรัง ส่งผลดีต่อสมาธิ การจดจ่อ และประสิทธิภาพการทำงานแบบ Work from Home
โครงสร้างพื้นฐานด้านดิจิทัลที่รองรับกับการทำงาน
อินเทอร์เน็ตความเร็วสูงและเสถียร
สิ่งแรกที่ต้องเช็กคือ โครงข่ายอินเทอร์เน็ต บ้านที่อยู่ในพื้นที่ที่มีผู้ให้บริการหลายราย มีระบบไฟเบอร์ออปติกเข้าถึง และมีความเสถียรของสัญญาณสูง จะช่วยให้การใช้งานสะดวกไม่ติดขัด ไม่ว่าจะเป็นการประชุมออนไลน์ การรับ-ส่งไฟล์ขนาดใหญ่ การใช้โปรแกรมบนคลาวด์เป็นไปอย่างราบรื่น หรือความต้องการใช้งานในด้านอื่น ๆ ดังนั้นควรเลือกบ้านที่คอยส่งเสริมด้านของสัญญาณจะยิ่งช่วยให้ความลื่นไหลที่มีนั้นไม่สะดุด ไม่ว่าจะอยู่มุมไหนของบ้าน
INNER PEACE โครงการบ้านที่ให้คุณใช้ชีวิตในบ้านได้อย่าง 'สบายใจและไร้กังวล' เรื่องการเชื่อมต่อ
ระบบไฟฟ้าและเต้าเสียบที่เพียงพอ
บ้านที่เหมาะกับการ WFH มักจะมีการใช้อุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์มากกว่าบ้านทั่วไป ตั้งแต่คอมพิวเตอร์ จอมอนิเตอร์หลายจอ เครื่องพิมพ์ โคมไฟโต๊ะทำงาน ระบบไฟฟ้าควรรองรับโหลดที่เพิ่มขึ้น และมีเต้าเสียบเพียงพอในทุกมุมของห้องทำงาน หากโครงการถูกออกแบบมาให้สามารถเสียบสายแลนด์ได้ในทุกมุมบ้านจะยิ่งสร้างความสะดวกสบาย ปิดทุกจุดอับสัญญาณจากการเลือกจุดกระจายสัญญาณได้ตามการใช้งานจริง
ควรตรวจเช็กการติดตั้งและใช้งานสายดิน สายล่อฟ้า ให้เรียบร้อยก่อนเริ่มใช้งาน
พื้นที่สำหรับอุปกรณ์เสริม
การทำงานสำหรับบางอาชีพต้องการอุปกรณ์พิเศษ เช่น กล้อง ไฟสตูดิโอสำหรับคอนเทนต์ครีเอเตอร์ ชั้นวางสินค้าสำหรับผู้ขายออนไลน์ หรือห้องสตูดิโอย่อม ๆ สำหรับเซ็ตฉาก ดังนั้นบ้านที่มีพื้นที่ยืดหยุ่นหรือห้องที่สามารถใช้งานได้เอนกประสงค์ จะรองรับการทำงานที่บ้านได้ดีกว่า
สภาพแวดล้อมที่ส่งเสริมการมีสมาธิ
ระดับเสียงรบกวนและการกันเสียง
หนึ่งในปัญหาใหญ่ของการ WFH และ WFA คือ การถูกรบกวนจากเสียง ไม่ว่าจะด้วยเสียงจากภายนอกบ้านหรือในตัวบ้านเองก็ตาม ดังนั้นสิ่งสำคัญที่คอยกั้นกลางระหว่างเสียงรบกวนทั้งหลาย ได้แก่ รั้ว ต้นไม้ใหญ่ และสวนรอบบ้าน (กำแพงกั้นเสียงชั้นนอกสุด) ต่อมาคือผนัง ระยะห่างจากแหล่งกำเนิดเสียง (กำแพงกั้นเสียงรอง) และสุดท้ายวัสดุต่าง ๆ ภายในห้อง ที่คอยลดทอนความดังของเสียงที่เล็ดรอดมาให้เบาจนแทบไม่ได้ยิน (กำแพงกั้นเสียงชั้นหลัก) แม้หลายคนจะเลือกการใช้หูฟังที่ชอบเพื่อแก้ไขปัญหาเรื่องเสียง แต่วิธีนี้ก็ไม่ได้ทำให้เราไม่ได้อยู่ในความเงียบอย่างแท้จริง ดังนั้นบ้านที่อยู่ห่างจากถนนใหญ่ ไม่อยู่ติดกับโครงการก่อสร้าง มีการออกแบบกันเสียงที่ดี เช่น กระจกสองชั้น ฝ้าเพดานดูดซับเสียง การก่อสร้างด้วยเทคนิค Double wall จะช่วยให้ทำงานได้อย่างมีสมาธิที่มาจากความเงียบสงบจริง ๆ
ทัศนียภาพและบรรยากาศโดยรอบ
วิวที่มองเห็นจากหน้าต่างห้องทำงาน แม้จะเล็ก ๆ แต่ก็มีผลต่อแรงบันดาลใจ มุมที่มองเห็นต้นไม้ สวน หรือพื้นที่เปิดโล่ง ดีกว่าการมองเห็นแต่กำแพงบ้านข้างเคียง ด้วยสภาพแวดล้อมที่สงบและเป็นธรรมชาติช่วยลดความเครียดจากการทำงาน ทำให้ไม่รู้สึกเหมือนกับการนั่งทำงานที่ตึกออฟฟิศ ให้ได้ในความแตกต่างแบบฉบับการ Work from Home
ความเป็นส่วนตัว
ในทุกการทำงานย่อมต้องพูดคุยทางโทรศัพท์หรือประชุมออนไลน์เป็นเวลานาน (ไหนจะเรื่องความลับต่าง ๆ ทางธุรกิจที่ต้องเจรจาต่อรองอีก) บ้านจึงควรมีระยะห่างจากบ้านข้างเคียงพอสมควร หรือมีการออกแบบให้มีความเป็นส่วนตัวสูง เช่น มีรั้ว ต้นไม้กั้น หรือระยะห่างระหว่างหน้าต่าง จะทำให้ทำงานได้อย่างสบายใจโดยไม่กังวลว่าจะรบกวนผู้อื่น หรือถูกผู้อื่นรบกวน
ทำเลที่เหมาะกับการ Work from Anywhere
การเดินทางเข้า-ออกเมืองที่สะดวก เชื่อมต่อได้ทุกพื้นที่
แม้จะ WFH แต่บางครั้งก็ต้องเข้าออฟฟิศ พบลูกค้าบ้าง หรือเข้าร่วมอีเวนต์บ้าง บ้านที่อยู่ใกล้รถไฟฟ้า ทางด่วน หรือมีเส้นทางเข้าเมืองหลายทาง จะช่วยเพิ่มความสะดวกและลดเวลาเดินทางในวันที่จำเป็นต้องออกไป บ้านที่ห่างจากใจกลางเมือง 30-45 นาที มักเป็นจุดที่เหมาะกับการเป็นบ้านในทำเลที่เหมาะกับการ Work from Anywhere
สิ่งอำนวยความสะดวกใกล้บ้าน
การทำงานได้ในทุกที่ ช่วยลดเวลาในการเดินทาง ทำให้ใช้ชีวิตในละแวกที่ต้องการมากขึ้นบางครั้งอาจไป คาเฟ่เพื่อเปลี่ยนบรรยากาศทำงาน แวะร้านสะดวกซื้อ เลือกกินมื้อเที่ยงที่ร้านโปรด ฟิตเนส และคอมมูนิตี้ที่อยู่ใกล้ ล้วนแต่เป็นไปได้ในไม่กี่ก้าวเดิน สิ่งอำนวยความสะดวกครบครัน และย่านที่มีคอมมิวนิตี้มอลล์เหล่านี้ จะคอยเติมเต็มคุณภาพชีวิตได้มากกว่า
พื้นที่ทำงาน แบบ Co-working Space
บางโครงการบ้านสมัยใหม่มีพื้นที่ Co-working Space หรือคลับเฮ้าส์ที่ออกแบบมา เพื่ออำนวยความสะดวกกับผู้ที่ต้องการ Work from Anywhere ซึ่งเป็นทางเลือกที่ดีสำหรับวันที่ต้องการเปลี่ยนบรรยากาศจากห้องทำงานที่บ้าน หรือต้องการพบปะผู้คนเพื่อเปิดรับไอเดียใหม่ ๆ
ความปลอดภัยของชีวิตและทรัพย์สิน
ระบบรักษาความปลอดภัยของโครงการ
บ้านโครงการ ไม่ว่าจะเป็นบ้านเดี่ยว บ้านแฝด หรือทาวน์โฮม จะมีระบบรักษาความปลอดภัยที่ประกอบด้วยเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัย กล้องวงจรปิด และระบบคีย์การ์ดในการเข้า-ออก ตลอด 24 ชั่วโมง ซึ่งให้ความเชื่อมั่นและสร้างความมั่นใจให้กับผู้อยู่อาศัย โดยเฉพาะครอบครัวที่ต้องการได้รับความต้องการพิเศษทั้งที่มีเด็กเล็ก ต้องดูแลผู้ป่วย ผู้สูงอายุ ระบบรักษาความปลอดภัยที่ดี ช่วยให้มีสมาธิจดจ่อกับการทำงานได้อย่างเต็มที่
สภาพแวดล้อมที่ปลอดภัยต่อสุขภาพ
บ้านที่อยู่ห่างจากแหล่งมลพิษ มีพื้นที่สีเขียว สวนสาธารณะ ไม่อยู่ในพื้นที่เสี่ยงต่าง ๆ และมีระบบป้องกันอัคคีภัยที่ดี จะช่วยให้อยู่อาศัยได้อย่างสบายใจ การอยู่บ้านนานขึ้นทำให้เราสัมผัสกับสภาพแวดล้อมภายในบ้านมากขึ้น การเลือกบ้านที่มีวัสดุปลอดภัย ระบบระบายอากาศดี และไม่มีปัญหาความชื้นจึงสำคัญต่อสุขภาพระยะยาว
ออกแบบภายในที่ลงตัวสำหรับ WFH
การแบ่งโซนภายในบ้าน
ไม่ว่าบ้านจะเล็กหรือใหญ่ กว้างหรือแคบ ก็จำเป็นต้องจัดสรรแบ่งสัดส่วน แบ่งโซน ซึ่งเมื่อมองไปรอบตัวแล้วมุมไหนกันนะ? ที่ควรจะเป็นมุมทำงาน – ใกล้ห้องน้ำ ใกล้ห้องครัว ใกล้ห้องนอน หรือไกลส่วนไหนของบ้านดีล่ะ? แม้จุดที่เหมาะสมจะแตกต่างกันไป แต่คำตอบของโจทย์กลับเหมาะกันในทุกคำถาม คือ การต้องแบ่งโซนระหว่างพื้นที่ ส่วนตัว – ทำงาน – เอนกประสงค์ ให้ชัดเจน ความสมดุลจากสิ่งเหล่านี้ จะเป็นพื้นฐานของบ้านที่เหมาะกับการ Work from Home
ระบบสาธารณูปโภคที่รองรับการใช้งานต่อเนื่อง
เมื่อสามารถทำงานที่บ้านได้ก็เท่ากับว่า เราจะอยู่บ้านทั้งวัน ทำให้เครื่องใช้ไฟฟ้าถูกเปิดใช้ตลอดทั้งวันทั้งคืน การใช้น้ำ ไฟ และแอร์มากขึ้น อีกทั้งการจัดการค่าใช้จ่ายอย่างคุ้มค่า เช่น บ้านที่มีโซล่าเซลล์ หรือออกแบบให้ระบายอากาศธรรมชาติได้ดี จะช่วยลดค่าใช้จ่ายในระยะยาว (หากมีการวางแผนตั้งแต่ต้น จะช่วยควบคุมค่าใช้จ่ายด้านพลังงานในระยะยาว และทำให้การทำงานที่บ้านเป็นทางเลือกที่สบายใจกว่า)
พื้นที่พักผ่อนและออกกำลังกาย
การทำงานที่บ้านอาจทำให้เหนื่อยล้าจากอิริยาบทเดิม ๆ ไม่ค่อยได้ขยับร่างกายหรือเคลื่อนไหว บ้านที่มีพื้นที่สำหรับยืดเหยียดร่างกาย เล่นโยคะ เล่นเดินเล่นในสวน หรือออกกำลังกายเบา ๆ จะช่วยสร้างสมดุลระหว่างการทำงานกับการดูแลสุขภาพ ด้วยสนามหญ้า ระเบียงกว้าง หรือพื้นที่กลางแจ้งส่วนตัวจึงเป็นอีกปัจจัยสำคัญที่ควรพิจารณา
บ้านในฝันสำหรับยุค Work from Everywhere
บ้านที่เหมาะกับการ Work from Home ไม่ใช่แค่บ้านที่สวยงามหรือราคาถูก แต่คือบ้านที่ออกแบบมาเพื่อรองรับการใช้ชีวิตและการทำงานอย่างลงตัว ตั้งแต่พื้นที่ทำงานที่มีประสิทธิภาพ โครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลที่พร้อม สภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อการมีสมาธิ ทำเลที่เดินทางเข้า – ออก สะดวกสบาย และที่สำคัญคือความปลอดภัยที่ครอบคลุมในทุกด้าน เพื่อให้อยู่อาศัยได้อย่างสบายใจที่สุด
การเลือกบ้านในยุคนี้ต้องมองให้ไกลกว่าแค่ที่นอน เพราะบ้านสามารถเป็นได้ทุกอย่าง ตั้งแต่ที่นอนไปจนถึงออฟฟิศ คือพื้นที่สร้างสรรค์ และคือที่พักผ่อนไปพร้อม ๆ กัน
การเลือกบ้านในยุค Work from Everywhere จึงไม่ใช่แค่การเลือกวัสดุหรือทำเล แต่คือการเลือกพื้นที่ที่เข้าใจจังหวะชีวิต รองรับการทำงาน และเปิดโอกาสให้ทุกคนได้ใช้ชีวิตอย่างสบายใจในแบบของตัวเอง
บ้านที่ดีไม่ได้วัดกันที่ตารางเมตร แต่วัดที่ “ความสบายใจ” ที่ทุกคนได้อยู่ร่วมกัน
คำถามที่พบบ่อย (FAQ) เกี่ยวกับ บ้านแบบไหนที่เหมาะกับการ Work from Home
1) บ้านแบบไหนที่เหมาะกับการ Work from Home มากที่สุด?
บ้านที่เหมาะกับ Work from Home คือบ้านที่มีพื้นที่ทำงานเป็นสัดส่วน มีแสงธรรมชาติและการระบายอากาศดี โครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลพร้อม และสภาพแวดล้อมเอื้อต่อสมาธิ พร้อมความปลอดภัยที่ทำให้อยู่ได้อย่างสบายใจ
2) ห้องทำงานสำหรับ WFH ควรมีองค์ประกอบอะไรบ้าง?
ควรมีพื้นที่ทำงานที่แยกจากพื้นที่พักผ่อน มีหน้าต่างรับแสงธรรมชาติ ระบายอากาศดี และมีพื้นที่จัดเก็บเพื่อให้พื้นที่ทำงานเป็นระเบียบ ช่วยให้สมาธิและประสิทธิภาพการทำงานดีขึ้น
3) อินเทอร์เน็ตแบบไหนเหมาะกับการทำงานที่บ้าน?
ควรเลือกบ้านที่อยู่ในพื้นที่มีผู้ให้บริการหลายราย มีระบบไฟเบอร์ออปติกเข้าถึง และสัญญาณเสถียร เพื่อรองรับการประชุมออนไลน์ การส่งไฟล์ และการใช้งานบนคลาวด์ได้อย่างราบรื่น
4) ถ้า Work from Home เป็นหลัก ยังต้องดูทำเลไหม?
ยังควรพิจารณาทำเล เพราะบางครั้งอาจต้องเข้าออฟฟิศ พบลูกค้า หรือเข้าร่วมอีเวนต์ บ้านที่เชื่อมต่อรถไฟฟ้า ทางด่วน หรือเข้าเมืองได้หลายทาง จะช่วยลดเวลาเดินทางในวันที่จำเป็นต้องออกไป
5) ความปลอดภัยของโครงการช่วยให้ทำงานที่บ้านสบายใจขึ้นอย่างไร?
ระบบรักษาความปลอดภัย เช่น รปภ. กล้องวงจรปิด และคีย์การ์ดตลอด 24 ชั่วโมง ช่วยเพิ่มความมั่นใจ โดยเฉพาะบ้านที่มีเด็กเล็ก ผู้สูงอายุ หรือผู้ป่วย ทำให้โฟกัสงานได้เต็มที่มากขึ้น









