ภาษีมรดก คืออะไร?
ภาษีมรดก หรือภาษีการรับมรดก คือภาษีทางตรงชนิดหนึ่งที่รัฐจัดเก็บจากผู้ได้รับทรัพย์สินจากการสืบมรดก เช่น ที่ดิน บ้าน อาคาร เงินฝาก หลักทรัพย์ หรือทรัพย์สินทางการเงินอื่น ๆ แต่ภาษีจะเกิดขึ้นก็ต่อเมื่อ มูลค่ามรดกสุทธิรวมเกิน 100 ล้านบาท เท่านั้น
หากพูดให้เข้าใจง่าย ๆ ก็คือ หากได้รับมรดกมูลค่ารวมไม่ถึง 100 ล้านบาท จากเจ้ามรดกรายเดียวกัน ไม่ต้องเสียภาษีมรดก
ทรัพย์สินประเภทใดบ้างที่อยู่ในข่ายภาษีมรดก
เมื่อได้รับมรดก ก่อนอื่นต้องประเมินว่ามรดกอยู่ในเกณฑ์เสียภาษีหรือไม่ สิ่งสำคัญคือการรู้ว่า ทรัพย์สินประเภทใดบ้างที่ต้องนับรวมเป็นกองมรดก เพราะมูลค่ามรดกไม่ได้อยู่แค่ในรูปของเงินสดหรืออสังหาริมทรัพย์เท่านั้น
| ประเภททรัพย์สิน | ตัวอย่าง | การคำนวณมูลค่า |
|---|---|---|
| อสังหาริมทรัพย์ | ที่ดิน บ้าน คอนโดมิเนียม อาคารพาณิชย์ | ใช้ราคาประเมินของกรมที่ดิน ณ วันที่ได้รับมรดก |
| หลักทรัพย์ | หุ้น หน่วยลงทุน พันธบัตร ตราสารหนี้ | ใช้มูลค่าตามหลักเกณฑ์ของทรัพย์สินแต่ละประเภท |
| เงินฝาก | บัญชีออมทรัพย์ บัญชีประจำ ใบรับฝากเงิน | ใช้ยอดคงเหลือ ณ วันที่เจ้ามรดกถึงแก่กรรม |
| ยานพาหนะ | รถยนต์ รถจักรยานยนต์ เรือ อากาศยาน | ใช้ราคาประเมินตามหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง |
| ทรัพย์สินทางการเงินอื่น | สิทธิการเรียกร้อง สิทธิในทรัพย์สินทางปัญญา | ตรวจสอบสิทธิและมูลค่าตลาด |
คู่สมรสโดยชอบด้วยกฎหมาย ได้รับการยกเว้นภาษีมรดก และทรัพย์สินที่มอบให้แก่สถาบันการศึกษา ศาสนสถาน หรือองค์กรสาธารณประโยชน์ที่ได้รับการรับรอง ก็อาจได้รับการยกเว้นเช่นกันตามหลักเกณฑ์ที่กฎหมายกำหนด
จุดเริ่มต้นของการจัดเก็บภาษีมรดกในประเทศไทย
ภาษีมรดกไม่ใช่แนวคิดใหม่ ซึ่งในหลายประเทศใช้ภาษีลักษณะนี้มาเป็นเวลานาน โดยมีเป้าหมายหลักเพื่อดูแลความสมดุลด้านความมั่งคั่งและสร้างรายได้ให้รัฐในบางส่วน
สำหรับประเทศไทย เริ่มมีผลบังคับใช้ตาม พระราชบัญญัติภาษีการรับมรดก พ.ศ. 2558 และเริ่มใช้จริงเมื่อวันที่ 1 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2559 โดยมีกรมสรรพากรเป็นหน่วยงานหลักในการจัดเก็บภาษีนี้
แม้ภาษีมรดกจะกระทบเฉพาะทรัพย์สินมูลค่าสูงมาก แต่การรู้ที่มาของกฎหมายและหลักคิดเบื้องต้น จะช่วยให้เข้าใจว่าทำไมการวางแผนมรดกจึงไม่ควรถูกมองข้าม
เงื่อนไขของผู้ที่ต้องเสียภาษีมรดก
การจะต้องเสียภาษีมรดกหรือไม่นั้น ไม่ได้ดูเพียงว่ามูลค่าทรัพย์สินเท่าไหร่ แต่ต้องพิจารณาร่วมกันหลายเรื่อง ได้แก่ มูลค่ามรดก ฐานะของผู้รับมรดก และ ความสัมพันธ์กับเจ้ามรดก
เงื่อนไขด้านมูลค่ามรดก
- มูลค่ามรดกสุทธิรวมที่ได้รับจากเจ้ามรดกรายเดียวกันต้อง เกิน 100 ล้านบาท
- การคำนวณจะพิจารณาต่อเจ้ามรดกแต่ละราย ไม่ได้นำมูลค่าจากหลายคนมารวมกัน
เงื่อนไขด้านสถานะของผู้รับมรดก
- บุคคลธรรมดาสัญชาติไทย
- ชาวต่างชาติที่มีถิ่นที่อยู่ถาวรในประเทศไทย
- นิติบุคคลที่จดทะเบียนในประเทศไทย
อัตราภาษีตามความสัมพันธ์
| ผู้รับมรดก | อัตราภาษี | ความสัมพันธ์ |
|---|---|---|
| บุพการี | 5% ของส่วนที่เกิน 100 ล้านบาท | เช่น พ่อ แม่ ปู่ ย่า ตา ยาย |
| ผู้สืบสันดาน | 5% ของส่วนที่เกิน 100 ล้านบาท | เช่น ลูก หลาน เหลน และลูกบุญธรรมที่จดทะเบียนถูกต้อง |
| บุคคลอื่นทั่วไป | 10% ของส่วนที่เกิน 100 ล้านบาท | เช่น พี่ น้อง เพื่อน หรือผู้รับมรดกอื่น ๆ |
| คู่สมรสโดยชอบด้วยกฎหมาย | ได้รับการยกเว้น | ไม่ต้องเสียภาษีมรดก |
การคำนวณภาษีมรดก
ตัวอย่างที่ 1: ลูกได้รับมรดกจากพ่อ มูลค่า 150 ล้านบาท
ในกรณีนี้ ส่วนที่เกินเกณฑ์ 100 ล้านบาท คือ 50 ล้านบาท และเมื่อลูกถือเป็นผู้สืบสันดาน จึงเสียภาษีในอัตรา 5% เท่ากับภาษีที่ต้องชำระ 2.5 ล้านบาท
ตัวอย่างที่ 2: บุคคลทั่วไปได้รับมรดก 200 ล้านบาท
ส่วนที่เกินเกณฑ์คือ 100 ล้านบาท และเมื่อผู้รับไม่ใช่บุพการีหรือผู้สืบสันดาน จะเสียภาษีในอัตรา 10% ทำให้ภาษีที่ต้องชำระเท่ากับ 10 ล้านบาท
ตัวอย่างที่ 3: ได้รับมรดกจากคนละราย
หากได้รับมรดกจากพ่อ 80 ล้านบาท และจากแม่ 60 ล้านบาท แม้มูลค่ารวมกันจะเกิน 100 ล้านบาท แต่เมื่อกฎหมายพิจารณาแยกต่อเจ้ามรดกแต่ละราย มรดกทั้งสองส่วนจึงยังไม่ถึงเกณฑ์เสียภาษีมรดก
จุดที่มักสร้างความเข้าใจคลาดเคลื่อนคือ การนำมรดกจากหลายคนมารวมกัน ซึ่งตามหลักแล้ว ต้องพิจารณาแยกเป็นรายเจ้ามรดก
การยื่นภาษีมรดก ต้องเตรียมอะไรบ้าง
เริ่มจากประเมินมูลค่ามรดกสุทธิรวมที่ได้รับจากเจ้ามรดกรายเดียวกันก่อน ว่าเกินเกณฑ์ 100 ล้านบาทหรือไม่
เช่น เอกสารประจำตัวของผู้รับมรดก ใบมรณบัตร พินัยกรรม คำสั่งศาลแต่งตั้งผู้จัดการมรดก เอกสารทรัพย์สิน และหลักฐานความสัมพันธ์กับเจ้ามรดก
ใช้แบบ ภ.ม.60 และต้องยื่นภายใน 150 วันนับจากวันที่ได้รับมรดก โดยยื่นที่สำนักงานสรรพากรพื้นที่หรือช่องทางออนไลน์ตามที่หน่วยงานกำหนด
ในบางกรณีสามารถขอผ่อนชำระได้ตามเงื่อนไข โดยเฉพาะเมื่อทรัพย์มรดกเป็นทรัพย์ที่เปลี่ยนเป็นเงินสดไม่ได้ หรือเปลี่ยนเป็นเงินสดได้ยาก
หากยื่นแบบล่าช้า ไม่ยื่นแบบ หรือยื่นข้อมูลไม่ครบถ้วน อาจมีเบี้ยปรับ ดอกเบี้ย หรือบทลงโทษตามกรณีที่กฎหมายกำหนด จึงควรตรวจสอบข้อมูลให้ครบตั้งแต่วันที่รู้ว่าจะได้รับมรดก
วางแผนมรดกอย่างรอบคอบและถูกต้องตามกฎหมาย
การวางแผนมรดกที่ดีไม่ได้มีเป้าหมายเพียงเพื่อลดภาระภาษี แต่ยังช่วยให้การส่งต่อทรัพย์สินเป็นไปอย่างราบรื่น ลดข้อขัดแย้งในครอบครัว
แนวทางวางแผนมรดกและภาษีที่นิยมใช้
- Gift Planning การวางแผนโอนทรัพย์ในช่วงที่เจ้าของทรัพย์ยังมีชีวิต โดยต้องทำอย่างเหมาะสมและอยู่ในกรอบกฎหมาย
- ประกันชีวิตแบบส่งต่อความคุ้มครอง ช่วยจัดสรรทรัพย์สินบางส่วนได้ โดยไม่เข้าเงื่อนไขของการเสียภาษีมรดก
- การถือครองทรัพย์สินร่วมกับคู่สมรส สิทธิยกเว้นตามกฎหมาย
- การทำพินัยกรรมที่ถูกต้อง ช่วยลดความเข้าใจผิดทั้งเรื่องทรัพย์ เรื่องเวลา ทำให้ผู้รับมรดก สามารถเตรียมตัวได้อย่างทันท่วงที
- การปรึกษาผู้เชี่ยวชาญ เช่น ทนายความ นักวางแผนการเงิน หรือผู้เชี่ยวชาญด้านภาษี เป็นอีกทางเลือกที่คุ้มค่า เพื่อลดความเสี่ยงจากความไม่เข้าใจของทั้งผู้ให้และผู้รับมรดก
หากกองทรัพย์สินมีมูลค่าสูง หรือมีโครงสร้างซับซ้อน เช่น หุ้น บริษัท หรือทรัพย์หลายประเภท การปรึกษาผู้เชี่ยวชาญจะช่วยให้วางแผนได้แม่นยำและปลอดภัยมากขึ้น
Checklist การวางแผนมรดกเบื้องต้น
- ประเมินมูลค่าทรัพย์สินทั้งหมดให้ครบ
- ทำพินัยกรรมให้ถูกต้องตามกฎหมาย
- ทบทวนโครงสร้างการถือครองทรัพย์สินในครอบครัว
- พิจารณาแนวทาง Gift Planning หรือเครื่องมือทางการเงินที่เหมาะสม
- ปรึกษาผู้เชี่ยวชาญก่อนดำเนินการ
- ทบทวนแผนทุก 3–5 ปี หรือเมื่อมีการเปลี่ยนแปลงสำคัญในชีวิต
การวางแผนภาษีมรดกอย่างเข้าใจ
ภาษีมรดกในประเทศไทยถูกออกแบบมาให้มีผลกับทรัพย์สินมูลค่าสูง จึงอาจไม่ใช่เรื่องที่กระทบกับทุกครอบครัวโดยตรง แต่สำหรับผู้ที่มีทรัพย์สินจำนวนมาก หรือเริ่มมองการวางแผนส่งต่อทรัพย์สินอย่างจริงจัง หากเข้าใจเรื่องนี้ตั้งแต่ต้น จะช่วยลดความผิดพลาดในการตัดสินใจ และทำให้ผู้รับมรดกเตรียมตัวได้รอบคอบมากขึ้น
หลักสำคัญที่ควรจำไว้คือ รู้มูลค่าทรัพย์สินให้ชัด, เข้าใจเกณฑ์ทางกฎหมายให้ถูกต้อง, และ วางแผนล่วงหน้าอย่างรอบคอบ เพราะการจัดการมรดกที่ดี ไม่ได้ช่วยเพียงเรื่องภาษี แต่ยังช่วยให้การส่งต่อทรัพย์สินเป็นไปอย่างสบายใจสำหรับทุกคนในครอบครัว
คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับการวางแผนมรดก
ถ้าไม่ได้ทำพินัยกรรมไว้ ทรัพย์สินจะตกไปถึงใครบ้าง?
หากไม่มีพินัยกรรม กฎหมายไทยจะกำหนดลำดับทายาทโดยธรรมไว้ชัดเจน โดยทายาทลำดับที่ใกล้ชิดกว่าจะมีสิทธิก่อน และคู่สมรสมีสิทธิรับมรดกร่วมกับทายาทตามที่กฎหมายกำหนด
พินัยกรรมต้องทำแบบไหนถึงจะมีผลทางกฎหมาย?
พินัยกรรมในไทยมีหลายรูปแบบตามกฎหมาย แต่สิ่งสำคัญคือควรทำให้ถูกต้องตามแบบที่กฎหมายรับรอง และมีรายละเอียดชัดเจนเรื่องผู้รับมรดกและทรัพย์สิน เพื่อช่วยลดความคลาดเคลื่อนในอนาคต
ถ้ามรดกมีหนี้สิน ทายาทต้องรับผิดชอบด้วยหรือไม่?
ทายาทสามารถปฏิเสธการรับมรดกได้ภายในระยะเวลาที่กฎหมายกำหนด และหากรับมรดกแล้ว โดยหลักจะรับผิดในหนี้ของเจ้ามรดกไม่เกินมูลค่าทรัพย์มรดกที่ได้รับ
ถ้ามรดกเป็นหุ้นหรือกิจการครอบครัว ต้องจัดการอย่างไร?
มรดกที่เป็นหุ้นหรือกิจการมีรายละเอียดมากกว่าทรัพย์สินทั่วไป ควรตรวจสอบข้อจำกัดการโอนหุ้น ข้อตกลงผู้ถือหุ้น ภาระผูกพันของกิจการ และการประเมินมูลค่าที่เหมาะสมก่อนดำเนินการ
ภาษีมรดกกับภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง เป็นภาษีเดียวกันหรือไม่?
ไม่ใช่ภาษีเดียวกัน ภาษีมรดกเป็นภาษีที่เกิดขึ้นเมื่อได้รับมรดกตามเกณฑ์ที่กฎหมายกำหนด ส่วนภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้างเป็นภาษีรายปี ที่เจ้าของทรัพย์สินต้องชำระตามประเภทการใช้ประโยชน์ของทรัพย์นั้น









.webp)